www.touronthai.com

หน้าหลัก >> บล็อกท่องเที่ยว >> สุดปลายด้ามขวานทอง ยะลา-นราฯ..ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

สุดปลายด้ามขวานทอง ยะลา-นราฯ..ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

    พอได้รู้ว่าจะมีทริปรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนราธิวาส ผมตอบตกลงไปทันที่เลย ถามว่ากลัวมั้ย มีแอบคิดนะ แต่ผมมีความเชื่อมั่นว่ามันคงไม่ได้น่ากลัวอย่างข่าวหลอก ไม่งั้นชาวบ้านเค้าจะอยู่กันยังไง มีเพื่อนหลายคนแซวว่าจะไปรีวิวสงครามแล้วหรือ หลายคนถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง แต่ผมตกลงใจแล้วไม่มีเปลี่ยนใจ หลังจากได้กำหนดการมาอ่านดูแล้วหลายที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยหาข้อมูลซิครับ แล้วผมก็พบว่า นราธิวาส มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมายเลย บอกกับตัวเองว่าคิดไม่ผิดหรอกงานนี้...

    เริ่มต้นกันด้วย พิพิธภัณฑ์ขุนละหาร ที่ตั้ง บ้านเลขที่ 60/4 หมู่ 7 ต.ละหาร อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส นายรัศมินทร์ นิติธรรมหรือผู้ใหญ่มิง ผู้ใหญ่บ้าน ม.7 ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ใช้บ้านตัวเองสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ขุนละหาร ของที่จัดแสดงนั้นเป็นของบิดาผู้ใหญ่มิงเอง ที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงบรรพบุรุษส่วนหนึ่งและอีกส่วนเป็นของชาวบ้านที่นำมาบริจาคให้ มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นเครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์สมัยลังกาสุกะ และเครื่องทองเหลืองที่ใช้ในหมู่คนมลายูในชายแดนใต้ วัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพประมง ศาสตราวุธต่างๆ นอกจากนี้ยังมีว่าวและเครื่องเล่นแบบต่างๆของเด็กๆในแถบนี้
    ต้องบอกว่าอะเมซิ่งมากเลยสำหรับผม เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆดูแปลกตากว่าที่ผมเคยเห็นบางอย่างเป็นของที่มีใช้กันเฉพาะในท้องถิ่น เครื่องเล่นบางอย่างผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย เจ๋งมากๆอยากให้ได้มาชมกัน

    มาต่อกันที่ วัดชลธาราสิงเห ที่ตั้ง หมู่ 3 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2416 ในช่วงปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 วัดนี้ได้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เนื่องจากในปี 2452 ไทยได้ทำสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนกับอังกฤษ ไทยใช้วัดนี้อ้างสิทธิในการครอบครองพื้นที่ซึ่งทางอังกฤษก็ยินยอม ทำให้พื้นที่แถบนี้ยังคงเป็นของประเทศไทย ตัวโบสถ์ภาพเขียนภายในรวมถึงพระประธานเป็นสถาปัตยกรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งที่ผมสนใจเป็นอย่างยิ่งของที่นี่คือ กุฏิ ที่ก่อสร้างเป็นทรงไทยพื้นเมือง หลังคามุงกระเบื้อง ประดับด้วยปูนปั้นและไม้ฉลุ ดูสวยงามแปลกตาหาชมได้เฉพาะในแถบพื้นที่นี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีศาลาการเปรียญหลังเก่า ที่ใช้เป็น "พิพิธภัณฑ์" จัดรวบรวมสิ่งของต่างๆ เช่น ธรรมาสน์ลงรักปิดทองที่รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 5 ตู้เก็บพระไตรปิฎกลงรักปิดทอง พระพุทธรูป ตาลปัตร พัดยศลวดลายไม้ฉลุลายลงสี และอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ผมเห็นแล้วรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย

    อะไรเอ่ย..คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน คำตอบคือปลากุเลาตากใบครับ นี่คือสำนวนที่คนตากใบพูดกันเล่นๆ บ่งบอกถึงความอร่อยของปลากุเลาตากใบ สินค้าโอทอประดับ 5 ดาวของอำเภอนี้ สนนราคาอยู่ประมาณกิโลกรัมละ 1,300-1,500 บาท ซึ่งคนมักจะซื้อไปเป็นของฝากกันจนเกิดเป็นที่มาของสำนวน “ปลากุเลาตากใบ เป็นปลาที่คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน” ได้มีโอกาสเข้ามาชมกรรมวิธีทำที่ กุเลาทอง แม่แป้นตากใบ เริ่มตั้งแต่การขอดเกล็ด ควักไส้และเครื่องในทิ้ง ล้างทำความสะอาด หมักเกลือไปจนถึงการตากปลากันเลยทีเดียว ดูเสร็จแล้วเกิดอาการอยากลองกินเลยครับ วันถัดมาคณะเราได้มีโอกาสไปลองกินกัน เนื้อนุ่มมากๆ ต่างคนต่างบอกว่าอร่อยสมราคาสมคำร่ำลือจริงๆ

    สะพานคอย 100 ปี ที่ตั้ง หมู่ 3 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส อยู่ไม่ไกลจากวัดชลธาราสิงเหครับ สะพานนี้ใช้ข้ามระหว่างเกาะยาวมายังฝั่งที่ว่าการอำเภอ ที่ได้ชื่อว่าสะพานคอย 100ปี เพราะกว่าจะสร้างสะพานนี้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะยาวต้องรอนานถึง 100ปี โห..นานมาก ก่อนหน้านั้นคนเกาะยาวต้องอาศัยเรือสำหรับข้ามฝั่ง เรามาถึงที่นี่ช่วงบ่ายแก่ๆ ผู้คนใช้สะพานนี้สัญจรเยอะเลย ฝั่งที่ว่าการอำเภอมีทำลานปูนมีทางเดินเลียบไปกับลำน้ำมีอาหารขาย ผู้คนมากินอาหารมาเดินเล่นชมวิวกันเยอะพอควร พอแสงตะวันเริ่มอ่อนสะพานเริ่มเปิดไฟภาพบรรยากาศสวยๆก็เกิดขึ้น เป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายรูปที่สวยงามของนราธิวาสเลย

    รุ่งขึ้นจะเป็นโปรแกรมวันเดย์ทริป@สุคิริน สุคิรินเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนราธิวาสมีประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม และชาวพุทธจากภาคกลางและภาคอีสาน ย้ายเข้าตามโครงการพระราชดำริ มาตั้งนิคมสร้างตนเอง พัฒนาภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส เมื่อ พ.ศ.2517
    ตอนเย็นหลังอาหารเราได้รับแจ้งว่าพรุ่งนี้ล้อหมุนตีห้าครึ่งนะเราจะดูหมอกกัน ผมคิดในใจว่า อะไรนะช่วงเดือนเมษายนเนี่ยนะ ตอนเช้าถึงเวลานัดหมายเราก็ออกเดินทางกันไป ประมาณหนึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงวัดพระธาตุภูเขาทอง พอลงจากรถมองไปรอบๆ โอ้ยๆๆ..มีหมอกจริงด้วย เดินถัดจากพระธาตุไปจะมีป้ายผู้พิชิตปลายด้ามขวานทอง และมีจุดชมวิว ณ จุดนี้เราสามารถชมทะเลหมอกในตอนเช้าและชมพระอาทิตย์ตกในตอนเย็น

    ไม่ไกลจากวัดพระธาตุภูเขาทอง เรามาถึงตำหนักสุคิริน สร้างขึ้นเมื่อปี 2508 โดยนายสุวรรณ รื่นยศ อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ ในขณะนั้นได้ดำริให้สร้างตำหนักขึ้นเพื่อทูลเกล้าถวายสมเด็จย่า เพื่อเป็นที่ประทับระหว่างปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่แห่งนี้ สมเด็จย่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานชื่อของตำหนักว่า“สุคิริน” ซึ่งมีความหมายว่า “พันธุ์ไม้อันเขียวชอุ่ม” ภายในแบ่งเป็น 2 ปีก ด้านหนึ่งเป็นที่ประทับซึ่งปัจจุบันยังคงสภาพเดิมไว้ อีกด้านเป็นส่วนของข้าราชบริพารปัจจุบันทำเป็นนิทรรศการภาพถ่าย มีภาพของสมเด็จย่าภาพในหลวง ร.9 ครั้งเสด็จมายังพื้นที่แห่งนี้ เป็นภาพที่หาดูยากนะครับควรหาโอกาสแวะมาชมกัน

    เส้นทางก่อนมาถึงตำหนักสุคิริน มีสถานที่ท่องเที่ยวให้ชมกันระหว่างทางอยู่หลายจุดครับ ไม่ว่าจะเป็น “เนินพิศวง” ลองมาจอดรถให้รถไหลขึ้นเนินเล่นกันดู “ต้นกระพงษ์ยักษ์” ลองดูขนาดเมื่อเทียบกับคนดูครับ “หลักกิโลเมตรที่65” หลักแบ่งพื้นที่ไทย-มาเลเชีย จากรูปเราเห็นป้อมด้านหลังนั่นของมาเลเชียครับ มีความเป็นมิตรกันดีเซฮัลโหลกับทหารมาเลเชียได้ครับ “เหมืองแร่ทองคำโต๊ะโมะ” ชมอุโมงค์เก่าที่ใช้สำหรับขนทองคำออกจากเหมืองสมัยอดีต

    จากนั้นเราก็มาล่องแก่งร่อนทองแม่น้ำสายบุรีกันครับ เกินครึ่งของคณะเราลงล่องแก่งที่เหลือค่อยมาถ่ายรูป หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าใส่ชูชีพกันเรียบร้อยเราก็นั่งรถไปยังจุดปล่อยเรือที่อยู่ต้นน้ำขึ้นไป ส่วนคนถ่ายรูปก็นั่งรถไปดักถ่ายเป็นระยะๆ ล่องแก่งที่นี่เป็นแบบชิลๆครับ มีช่วงตื่นเต้นบ้างเป็นระยะๆแต่ก็ดูไม่อันตรายอะไร ล่องกันอย่างสนุกสนานมีทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ขึ้นจากล่องแก่งเราก็ไปชมการร่อนทองต่อ สอบถามจากชาวบ้านที่มาร่อนทอง เค้าว่าได้ทองเอาไปขายได้วันละหลายร้อยบาทวันไหนได้เยอะๆนี่ได้เป็นพันเลยครับ 

    ปิดท้ายวันเดย์ทริป@สุคิริน ด้วยการกราบไหว้ขอพรศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ จริงๆแล้ว อ.สุคิริน ยังมีที่ท่องเที่ยวอีกหลายที่แต่เนื่องจากเวลาน้อยทำให้ไปเที่ยวได้ไม่ครบ จึงขอแนะนำว่าถ้าจะมาเที่ยว อ.สุคิริน ควรว่าแผนให้เวลากับ อำเภอนี้ซักประมาณ 2 วันครับ

   มานราฯ ถ้าไม่ได้กินบะกุ๊ดเต๊ร้านอ้วนบะกุ๊ดเต๊แปลว่ามาไม่ถึง ใครไม่รู้เคยกล่าวไว้.555 ชิมซิครับรออะไร ต้องบอกว่าของเค้าดีจริงๆ ยืนยันอีกคนว่า มานราฯ ถ้าไม่ได้กินบะกุ๊ดเต๊ร้านอ้วนบะกุ๊ดเต๊แปลว่ามาไม่ถึง 

    อิ่มหนำกันแล้วเราก็มาเข้าป่ากัน ป่าฮาลา-บาลา ประกาศเป็นเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเมื่อปี พ.ศ.2539 ครอบคลุมผืนป่าบริเวณทิวเขาสันกาลาคีรี อันเป็นเส้นแบ่งเขตแดนทางธรรมชาติระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย มีพื้นที่ประมาณ 270,725 ไร่ ประกอบ ด้วยผืนป่า 2 ส่วน คือ ป่าฮาลาในเขต อ.เบตง จ.ยะลา อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และป่าบาลา ในเขต อ.แว้ง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ที่นี่เป็นแหล่งเดินป่า แหล่งดูนก และยังเป็นที่ตั้งของน้ำตกสิรินธร


    จากนั้นเรามากันที่ โรงเรียนสมานมิตรวิทยา ต.ละหาร อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส เพื่อมาชมคัมภีร์อัล-กุรอานโบราณ อ.มาหะมะลุตฟี หะยีสาแม หรือ อ.ลุตฟี ผู้บริหารสถานศึกษาสอนศาสนาอิสลามโรงเรียนสมานมิตรวิทยา เล่าให้เราฟังว่า ที่นี่มีคัมภีร์อัล-กุรอานโบราณ เก่าแก่อายุตั้งแต่ 100ปี ขึ้นไปอยู่ระมาณ 70เล่ม ได้จัดแสดงหมุนเวียนในห้องจัดแสดงภายในโรงเรียนฯ มีที่สำคัญคือมีคัมภีร์อัล-กุรอานโบราณอายุกว่า 1,000ปี ซึ่งเก่าเป็นอันดับ 3ของโลกรวมอยู่ด้วย อ.ลุตฟี เล่าต่อไปว่าขณะนี้กำลังสร้างพิพิธภัณฑ์ที่จะใช้สำหรับจัดแสดงคัมภีร์อัล-กุรอานเหล่านี้โดยเฉพาะซึ่งคาดว่าจะเสร็จในปีหน้า

    พระพิฆเนศ ที่ตั้ง ต.บางนาค อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ขนาดหน้าตักกว้าง 7 เมตร สูง 16 นับได้ว่าเป็นพระพิฆเนศกลางแจ้งองค์ใหญ่ที่งดงามที่สุดในเมืองไทย มีการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับอินเดียได้อย่างลงตัว ติดกันเป็น ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ เป็นศาลเจ้าแห่งแรกของเมืองนราธิวาส สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2458 พร้อมๆกับการตั้งเมืองนราธิวาส เดิมศาลเจ้าโก้วเล้งจี่เป็นศาลเจ้าไม้ตั้งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ภายหลังได้มีการสร้างศาลเจ้าปูนขึ้นแทนในปี พ.ศ. 2499 
    สองศิลปวัฒนธรรมจากสองประเทศ พระพิฆเนศจากอินเดีย ศาลเจ้าจากเมืองจีน อยู่ติดกันแค่กำแพงกั้นแถมมีประตูทะลุหากันได้ นี่คือความกลมเกลียวของคนนราธิวาส

    ปิดท้ายของวันนี้เรามายังสะพานปรีดานราทัศน์ ชมบรรยากาศยามเย็นอันงดงามของเมืองนราธิวาส

    พระพุทธอุทยานเขากง ที่ตั้ง ต.ลำภู อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส ประวัติความเป็นมาเกิดจากคณะสงฆ์จังหวัดนราธิวาสและจังหวัดใกล้เคียงในภาคใต้ เห็นว่าบริเวณเขากงแห่งนี้เคยเป็นแหล่งสำคัญทางพระพุทธศาสนามาแต่โบราณ จึงได้เกิดโครงการก่อสร้างพระพุทธทักษิณมิ่งมงคลและการปรับปรุงบริเวณเขากงเมื่อปี พ.ศ. 2509 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2512 พระพุทธรูปทักษิณมิ่งมงคลสีทองปางปฐมเทศนาขัดสมาธิเพชรอยู่บนยอดเขา เป็นศิลปะสกุลช่างอินเดียตอนใต้ องค์พระเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกสีทอง หน้าตักกว้าง 17 เมตร ความสูง 24 เมตร จัดเป็นพระพุทธรูปกลางแจ้งที่งดงามและใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เนินเขาลูกถัดไปมีเจดีย์สิริมหามายาซึ่งเป็นทรงระฆัง เหนือซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศมีเจดีย์รายประดับอยู่ ภายในประดิษฐานพระพรหม บนยอดสุดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เนินเขาถัดไปอีกลูกหนึ่งเป็นที่ตั้งของอุโบสถ 

    มัสยิดวาดีลฮูเซ็น ที่ตั้ง ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มัสยิด 300 ปี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2167 สร้างจากไม้ตะเคียนทั้งหลัง ใช้สลักไม้แทนตะปูหรือสกรู รูปแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาลายู ที่โดดเด่นคือ ลายประดับช่องลม ปัจจุบันมัสยิดนี้ยังใช้เป็นสถานประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมอยู่ หากต้องการเข้าชมภายในต้องขออนุญาตจากโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านก่อน โดยทั่วไปจะให้ชมได้บริเวณภายนอกเท่านั้น

    จบลงแล้วครับสำหรับทริปนี้ ต้องบอกว่า จ.นราธิวาสนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายจริงๆ ศิลปกรรมที่มีทั้งมุสลิม-ไทย-จีน-อินเดีย อาหารอร่อย ธรรมชาติที่สมบูรณ์ แนะนำให้มาเที่ยวกันครับ และขอปิดท้ายทริป สุดปลายด้ามขวานทอง นราฯ..ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด กันด้วยภาพน่ารักๆของเด็กๆ ใน นรา..เมืองน่าอยู่

ขอขอบคุณ ผอ. อุภัย สาระศาลิน ผู้อำนวยการกองตลาดภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

ผอ. มัณฑนา ภูธรารักษ์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานนราธิวาส

เรื่องและภาพโดย เจริญ ภัทรพิทักษ์

จำนวนผู้ชม 540 คะแนน 2  ให้กำลังใจคนเขียนทริปนี้ คลิก...>>

Line id: touronthai , tom.touronthai , 0927370002
www.touronthai.com