หน้าหลัก >> ขับรถเที่ยว >> กินปิ่นโต เที่ยวสโลว์ไลฟ์ สไตล์ชุมชนคนในเวียง ฟังเสียงกระซิบรัก ณ น่าน

กินปิ่นโต เที่ยวสโลว์ไลฟ์ สไตล์ชุมชนคนในเวียง ฟังเสียงกระซิบรัก ณ น่าน


    พูดถึงเรื่องเที่ยวเมืองไทยเรานี่ดีนะ มีที่เที่ยวเยอะมากๆ ชนิดที่ไม่น่าจะมีใครสามารถไปเที่ยวได้ครบทุกจุดได้อย่างแน่นอน ถ้าใครบอกว่าไปมาหมดแล้ว มีสองอย่างคือคนๆ นั้นรู้จักแค่นั้น กับคนๆ นั้น โม้ นั่นเอง เรากล้าพูดแบบนี้เพราะเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีไมล์สะสมในการเดินทางเที่ยวเมืองไทยเยอะมากๆ เฉพาะที่ขับรถไปเที่ยวเองไม่นับเครื่องบินและที่คนอื่นขับให้นั่งเลขไมล์เราก็เกือบ 8 แสนกิโลแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งค่อยๆ ถูกเปิดออกมาให้เรารู้จักทีละนิดๆ จนทุกวันนี้ยังมีที่เที่ยวเพิ่งเปิดใหม่ และยังมีที่เที่ยวที่ยังไม่เปิดอีกหลายที่ (อันนี้แอบไปดูมาบ้างแล้วว่ามีจริงแต่เค้ายังไม่อยากจะเปิดให้คนเข้าไปเที่ยว) 



    ความหลากหลายของการท่องเที่ยวในเมืองไทยที่ว่ามานั้นยังมีแบ่งแยกรายละเอียดลงไปอีกว่าเที่ยวแนวไหน ธรรมชาติ หรือนิเวศ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น ฯลฯ อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเบื่อนะเรากำลังเข้าประเด็นพอดี คือเรื่องมีอยู่ว่า การท่องเที่ยวแบบหนึ่งที่กำลังขยายวงกว้างค่อยๆ เปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้นๆ อยู่ตอนนี้คือการท่องเที่ยวชุมชน คือการเข้าไปซึมซับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนต่างถิ่น กินอยู่กับคนในพื้นที่ นำเที่ยวโดยคนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่แวะเข้าไปเที่ยวๆ แล้วก็กลับ การท่องเที่ยวแบบที่ว่าคงเคยได้ยินกันมาบ้างจากหลายๆ จังหวัดทั่วไทย และวันนี้ทัวร์ออนไทยจะพาไปรู้จักกับ ชุมชนในเวียง จังหวัดน่าน



    การท่องเที่ยวโดยชุมชนทริปนี้ไม่ใช่ว่าบินมาแล้วก็ไปเที่ยวได้เลย ต้องมีการติดต่อล่วงหน้ากับผู้ให้บริการในชุมชน หรือจะติดต่อสอบถามกับหน่วยงานที่ดูแลชุมชนนี้อยู่คือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. นั่นเอง การท่องเที่ยวทริปนี้เราจะใช้รถรางเป็นพาหนะ ไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่น่านด้วยเครื่องบินหรือรถก็สามารถนัดรถรางให้มารับเราได้ วันนี้เราเดินทางด้วยเครื่องบินพอลงเครื่องมีรถรางมาจอดรับที่ประตูทางออกกลายเป็นกลุ่มสุดเท่ห์ไปเลยทีเดียว ทุกคนขึ้นไปเลือกที่นั่งบนรถ มีแม่กิ๊กกับแม่นายมาเป็นผู้อาสานำเที่ยวจากนั้นก็ออกเดินทาง



    รถรางออกเดินทางจากสนามบินน่านเข้าตัวเมืองลัดเลาะไปตามเส้นทางสายสำคัญๆ และผ่านวัดหลายวัดด้วยกันพร้อมกับการบรรยายเรื่องราวความเป็นมาของจังหวัดน่านวันนี้เราได้รู้จักเมืองน่านมากขึ้นเยอะเลยละ จุดหมายของรถรางสถานีแรกคือบ้านคุณหลวง ตรงข้ามวัดภูมินทร์เราจะมาเรียนรู้การทำสวยดอกไม้สำหรับใช้ไหว้พระของคนน่านกันที่นี่ ความจริงสวยหรือกรวยสำหรับใส่ดอกไม้ไปไหว้พระไม่ได้มีแต่เฉพาะที่น่าน เราเห็นสวยในหลายจังหวัดโดยเฉพาะภาคเหนือกับอีสานปกติคนทำสวยมาวางขายตลาดแทบทุกเช้าสวยละ 10 บาท มองเผินๆ เหมือนจะทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยากแต่ลองมาทำดูสักอันนึงใช้เวลาร่วมครึ่งชั่วโมงเลยนะ เฉพาะพับใบตองให้เป็นกลีบที่เสียบอยู่รอบๆ สวยให้ครบ 5 อันยังงงแล้วงงอีก คนทำสวยไปวางขายกว่าจะได้เงิน 10 บาทนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ สวยนี้นอกจากใส่ดอกไม้ ยังใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่างคนน่านแต่โบราณใช้สวยสำหรับใส่ปัจจัยไปถวายพระตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีซองจดหมาย ใส่ชื่อของคนตายเวลาที่เราจะถวายสังฆทานทำบุญให้ญาติ ฯลฯ





    เสร็จสิ้นภารกิจการทำสวยดอกไม้ เราทุกคนก็ได้มีสวยเป็นของตัวเอง 1 อัน ใส่ดอกไม้ตามชอบให้สวยงามถือสวยเดินข้ามถนนไปที่วัดภูมินทร์ใช้สวยของเราเองไปไหว้พระประธานในโบสถ์แสนจะปิติด้วยบุญกุศลครั้งนี้มากไปกว่าการเที่ยววัดไหว้พระครั้งไหนๆ เจ้าบ้านน้อยในวัดภูมินทร์มาอาสาบรรยายข้อมูลความสำคัญของวัดนอกเหนือจากภาพปู่ม่านย่าม่าน กระซิบรักบรรลือโลกแล้ว ในโบสถ์หลังนี้ยังมีภาพสำคัญๆ อีกหลายภาพที่เรายังไม่รู้ อาทิเช่น ภาพโมนาลิซ่าเมืองไทย หรือโมนาลิซ่าวัดภูมินทร์ ใครจะรู้บ้างว่าภาพสาวสวยที่สวยที่สุดเป็นยังไง เพราะปกติเวลาไปวัดภูมินทร์ก็มองหาแต่ปู่ม่านกับย่าม่านกันทั้งนั้น นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของข้อดีในการมาเที่ยวแบบชุมชนที่ไม่เหมือนการเที่ยวแบบอื่นๆ เราเริ่มที่จะซึมซับวัฒนธรรมหลายๆ อย่างเข้าไปทีละน้อยๆ







    ต่อจากวัดภูมินทร์มีสถานที่สำคัญๆ อยู่ใกล้กันหลายที่ จะเลือกไปที่ไหนอย่างไรก็ได้ขึ้นอยู่กับเวลาของเราด้วย ตอนนี้พวกเราเดินข้ามถนนอีกครั้งไปทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน อันเป็นที่อยู่ของสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งของประเทศไทยก็ว่าได้ นั่นคืองาช้างดำ ต่อจากนั้นเราเดินย้อนกลับมาที่สี่แยกแน่นอนละว่าจะต้องมีภาพในอุโมงค์ลีลาวดีอันเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่ด้วย ข้ามถนนตรงไปอีกคือวัดช้างค้ำสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่านไหว้พระทำบุญตามอัธยาศัย





    เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เลยเที่ยงมาหน่อยแล้วเป็นอันต้องหาอะไรกิน ร้านดังๆ ที่เป็นกระแสตามโซเชียลที่คนนั่งกันจนล้นต่อคิวยาวคงไม่ไหว เราเลยลองไปหาร้านที่คนในพื้นที่มากินกันมากร้านหนึ่งคือ ร้านวันดา ในร้านมีขนมจีนน้ำยา น้ำเงี้ยว ข้าวซอย หมูสะเต๊ะ ข้าวราดแกง ไก่ทอดมะแขว่น ฯลฯ ในร้านคนแน่นเลยนะแต่ไม่ใช่คนต่างถิ่นส่วนมากเป็นคนน่านเค้าชอบมากินร้านนี้กัน จัดการข้าวซอยจานแรกของทริปน่านให้เรียบร้อยแล้วไปกันต่อ







    รถรางมาจอดรอเราอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านใกล้ๆ ร้านวันดา แล้วก็พาเราเที่ยวในเมืองน่านต่อช่วงบ่ายวันนี้เราจะไปสถานที่พิเศษแห่งหนึ่งของเมืองน่าน คือโรงเรียนน่านคริสเตียน มีอาคารเก่าแก่ที่สำคัญๆ อยู่ 2 หลัง หลังแรกอาคารลินกัล์นแอแคแดมี (Lincoln Acadame) สร้างในสมัยประธานาธิบดีลินคอล์น กับตึกรังษีเกษมที่ตอนนี้กำลังปรับปรุงให้เป็นหอประวัติเมืองน่าน เราเองเป็นคนมาเที่ยวน่านหลายครั้งมากๆ แต่ไม่เคยเห็นผ่านตึกนี้เลยสักที อาคารโบราณหลังนี้สร้างในสมัยที่มิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในเมืองน่านสมัยนั้นก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่าง ในตึกรังษีเกษมแห่งนี้มีข้าวของเครื่องใช้และรูปถ่ายมากมายมีอายุร้อยกว่าปีมาแล้วและยังเป็นที่เที่ยวถ่ายรูปที่สวยมากอีกแห่งหนึ่งของเมืองน่านด้วย นอกเหนือจากที่เราจะได้ชมข้าวของเครื่องใช้เก่าๆ หายากมากแล้วเรายังได้เรียนเขียน ตั๋วเมือง หรือตัวอักษรเมือง กันอีกด้วย สนุกสนานกันไปกับภาษาที่เราเพิ่งเคยได้รู้จักกันวันแรกแค่เขียนชื่อตัวเองก็ยากสุดๆ เลยละนี่



    ต่อด้วยกิจกรรมสุดมันส์ปั่นจักรยานชมแม่น้ำน่าน ในเมืองน่านเป็นเมืองเล็กๆ ถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆ ถนนของน่านยังมีรถน้อยกว่าเยอะ ถ้าจะมาเที่ยวน่านการปั่นจักรยานก็ไม่ยากเกินไปที่เราจะทำ ในเมืองน่านที่ไม่ใหญ่โตมากมายมีหลายที่ที่เราจะใช้จักรยานพาเราเที่ยวได้ แต่เราเลือกเส้นทางริมแม่น้ำชมวิวและวิถีชีวิตชาวน่านในช่วงหน้าแล้งน้ำลงจนเด็กๆ สามารถลงเล่นน้ำได้ก็มากระโดดน้ำเล่นกันสนุกสนาน



    ปิดท้ายหลังจากกินลมชมวิวด้วยจักรยานต่อรถรางคันเดิมของเราไปกินข้าวเย็นมื้อพิเศษต้องเรียกว่าพิเศษมากๆ วันนี้เรากินขันโตกที่คุ้มเจ้าเมฆวดี ณ น่าน คุ้มนี้ เจ้าราชวงศ์สุทธิสาร ณ น่าน โอรสลำดับที่ 8 ของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 63 กับเจ้าบัวเขียว ณ น่าน ธิดาคนโตของเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 64 (องค์สุดท้าย) สร้างเป็นเรือนหอให้เจ้ายายเมฆวดี ธิดาคนกลางของท่าน ซึ่งแต่งงานกับเจ้าตาน้อยหล ลูกของเจ้าหนานบุญรังษี โอรสอีกองค์ของพระเจ้าสุริยพงษ์ฯ (คนชั้นเจ้านายชั้นสูงสมัยนั้นนิยมแต่งงานกันในเครือญาติเพื่อไม่ให้เงินทองรั่วไหลคงรักษาไว้ในวงศ์ตระกูล) เจ้าชุติมา และเจ้าวราภรณ์ ณ น่าน ผู้เป็นเจ้าของบ้านในปัจจุบันให้การต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี แหมในชีวิตเราเกิดมาจะมีสักกี่ครั้งที่จะมากินข้าวในคุ้มเจ้าแบบนี้ ถ้าไม่เป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชนอยู่ดีๆ จะเดินเข้ามาเที่ยวบ้านคนอื่นเห็นทีจะไม่ได้ จบอาหารมื้อเย็นแบบสนุกสนานด้วยการรำวงพื้นบ้านกับชาวบ้านในเวียงที่ลานว่างคุ้มเจ้าเมฆวดี ณ น่าน อย่างประทับใจกันไป



    การเดินทางแสนพิเศษของเราในเวียงน่านวันแรกก็หมดเวลาลงแล้วเราเองก็ต้องเดินทางกลับที่พักและเริ่มกันใหม่วันพรุ่งนี้วันนี้เราเข้าพักที่ศรีนวลลอดจ์ที่พักอันแสนสงบเรียบง่ายแต่จองยากเพราะคนเต็มตลอด การเที่ยวแบบสงบๆ สไตล์น่านใครๆ ก็อยากจะพักที่นี่ไม่งั้นเดี๋ยวจะผิดคอนเซปต์ 



    ตื่นเช้ามาพร้อมอาหารเช้าที่ไม่เหมือนใครเก๋ไก๋ด้วยอาหารปิ่นโตเป็นชุดข้าวเช้าของศรีนวลลอดจ์เตรียมไว้ให้ลูกค้าปิ่นโตแต่ละเถาจะมีผักต้มน้ำพริก ไส้อั่ว และข้าวเหนียว ถ้าใครอยากกินอะไรเพิ่มเป็นพิเศษลองไปเดินซื้อที่ตลาดอย่างไก่ทอด แคปหมู น้ำพริกหนุ่ม หรือไส้อั่วเพิ่มอีกหน่อย หมูปิ้งอีกนิด จะแจ่มมากเลย

    สำหรับวันที่สองของการเดินทางเที่ยวชุมชนในเวียงเราไปที่วัดพระเกิด ที่วัดแห่งนี้มีวิธีการทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาชีวิตที่ไม่เหมือนที่ไหน เรียกว่าการทำตุงค่าคิง (ตุง คือ ธง , ค่า แปลว่า เท่า , คิง แปลว่า ตัวเรา ตุงค่าคิง หมายถึงการทำธงแทนตัวเรานั่นเอง) เมื่อทำเสร็จแล้วจะถวายไว้ที่วัดพระเกิด ทางวัดจะเอามาแขวนไว้ที่ผนังโบสถ์ ตุงที่แทนตัวเราจะอยู่ในโบสถ์นี้เมื่อเวลาพระทำพิธีก็เหมือนเราได้อยู่ร่วมในพิธีนั้นด้วย เมื่อเวลาพระมาสวดมนต์ให้พรใครเราก็เหมือนได้รับด้วยนั่นเอง ตุงค่าคิงทำไม่ยากเพราะทางวัดจัดเตรียมตุงไว้ให้มีความสูงเท่ากับตัวเราจริงๆ บอกทางวัดว่าเราสูงเท่าไหร่จะได้ตุงยาวเท่านั้น จากนั้นก็มาติดหน้าติดตาเริ่มจากจมูก ตา คิ้ว ปาก ทั้งสองด้านของตุง แล้วติดปีนักษัตรของเราลงไป ใส่ชื่อ นามสกุล เป็นอันเสร็จพิธี สำหรับทริปนี้ของเราเพิ่มความพิเศษอีกหน่อยคือตุงที่ทำเสร็จแล้วไม่ถวายที่วัดพระเกิดแต่ไปทำพิธีถวายที่วัดพระธาตุแช่แห้งแทน นับเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดของทุกคนที่มาร่วมทริปเลยทีเดียว





    เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา วันที่สองเรามีเวลาไม่มากเพราะต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ไปเผชิญโลกแห่งความจริงกันต่อไป เราเลยปิดท้ายทริปนี้ให้สมกับความสโลว์ไลฟ์ของเราให้เต็มที่ด้วยอาหารกลางวันที่พิเศษเป็นโตกเงี้ยวที่เฮือนปู่เข็งฮักนางปทุมมา สถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองเฮือนของพระนางปทุมมาราชเทวีเป็นโตกนั่ง 4 คนต่อชุดล้อมโต๊ะสี่เหลี่ยมมีเบาะกับหมอนอิงให้ อาหารเป็นเส้นขนมจีนกับเส้นข้าวซอยพร้อมผักเคียงเตรียมมาให้ แล้วตามมาด้วยน้ำเงี้ยว น้ำยา น้ำข้าวซอยไก่ ยำจิ้นไก่ ทีนี้ใครชอบเส้นไหน ราดน้ำอะไรก็จัดไปตามใจชอบ บางคนเอาขนมจีนราดน้ำข้าวซอยไก่ บางคนเส้นข้าวซอยราดน้ำยาปลา ก็ว่ากันไปไม่ผิดกติกา หรือจะสั่งเมนูพิเศษพวกก๋วยเตี๋ยวก็มีให้เลือก อย่างก๋วยเตี๋ยวแกงส้มก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน ลองสั่งมาชิมดูได้นะ





    ที่เฮือนปู่เข็งฮักนางปทุมมา สร้างขึ้นเพื่อเถลิงพระเกียรติบรรพบุรุษ เปิดเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์เล็กๆ มาชมได้ฟรีไม่มีค่าเข้าชม ตอนนี้กำลังจะมีกาแฟและเครื่องดื่มให้บริการ มาเที่ยวมานั่งกินข้าว มาถ่ายรูป ได้หมดนะมุมถ่ายรูปกับเรือนโบราณมีเยอะ

    สุดท้ายและท้ายสุด ออกจากเฮือนปู่เข็งฮักนางปทุมมายังมีเวลาอีกหน่อยสำหรับการเดินทางไปสนามบิน เราไปเดินศูนย์ของฝากเมืองน่านซื้อของติดไม้ติดมือคนละนิดคนละหน่อยแล้วค่อยไปสนามบิน เก็บความประทับใจของทริปนี้ใส่กระเป๋าในใจเอาไว้อีกมุมหนึ่ง มันเป็นการท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนครั้งไหนๆ จริงๆ

    ถ้าสนใจการเดินทางท่องเที่ยวแบบเดียวกันนี้ ลองติดต่อสอบถาม องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ถ้ามีเวลาเที่ยวต่อมากกว่านี้ก็ลุยกันเลยถ้าใครมีเวลาน้อยก็จัดสรรกิจกรรมต่างๆ ให้ลงตัวกับเวลาชอบอันไหนไม่ชอบอันไหนจัดให้ได้หมดเลยราคาปรับเปลี่ยนตามโปรแกรมนะครับ

เฟสบุ๊ค อพท.สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน

https://www.facebook.com/dastananthailand/

โทร. 054-771-077

หรือติดต่อ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตำบลในเวียง 084-046-6516 , 098-746-587

ให้คะแนนทริปนี้ คลิก...

จำนวนผู้ชม 1830 คะแนน 3

 

ความคิดเห็นบนเฟสบุค

 



ปฏิทินท่องเที่ยว

 
พฤษภาคม
 
อา
พฤ
-
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
-
-
-

กิจกรรมน่าเที่ยว

  นิทรรศการบรมกษัตริยาธิราช ณ วังไกลกังวล
  28 เมษายน 2560-
  28 พฤษภาคม 2560
  เทศกาลกินปลา "ปลากะพงยักษ์@แปดริ้ว"
  15 พฤษภาคม 2560-
  30 มิถุนายน 2560
ดูทั้งหมด