ทริปสุขกลางใจใกล้แค่เอื้อม อิ่มบุญชมวังเก่า เข้าสวนนก ตามรอยละคร"บางระจัน"

โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ @ภาคกลาง

กิจกรรม ท่องเที่ยวตามศรัทธา (เทศกาลงานบุญ)แรลลี่รถยนต์ เส้นทางกรุงเทพฯ - สิงห์บุรี-ลพบุรี-ชัยนาท วันที่ 23-24  ก.ค. 59

ทริปนี้ได้อิ่มบุญอิ่มใจ ท่องเที่ยวเมืองเก่าเล่าประวัติศาสตร์ เที่ยวสวนนกสวนน้ำอวกาศ แล้วยังได้ตามรอยละครบางระจันอีกค่ะ งานเลี้ยงประกาศผลแข่งขัน ชมการแสดงสวยงาม ลุ้นรับรางวัล กันอีกเพียบ!






*** เช้าวันแรกของทริป พิธีการเปิดกิจกรรมแรลลี่ กันที่ THE PASEO ถนนรามคำแหง
ผู้เข้าแข่งขันแรลลี่เริ่มเดินทางมาถึงก็ลงทะเบียน รับเสื้อสีชมพูเข้มจัดจ้านรับเอกสาร ขนม-เครื่องดื่มและของที่ระลึก สติ๊กเกอร์หมายเลขรถและสติ๊กเกอร์สปอนเซอร์





จากนั้นก็นำสติ๊กเกอร์สปอนเซอร์ มาจัดการช่วยกันติดที่รถ ติดไปถ่ายภาพกันไป สนุกสนานค่ะ

ใครติดเสร็จแล้วก็รับประทานอาหาร ข้าวต้มไก่และข้าวต้มหมู ตามด้วยน้ำผลไม้สไล์และกาแฟสดรสเข้มข้นจ้า





ถ่ายภาพกับเพื่อนๆ และนางฟ้าแสนสวยเป็นที่ระลึกกันหน่อย ระหว่างรอผู้แข่งขัน มากันให้ครบ






ได้เวลาอันสมควรแล้วค่ะ พิธีกรก็เชิญ กรรมการจากชมรมแรลลี่ไทย มาอธิบายให้ผู้ร่วมแข่งขันรับฟังกฎกติกา เทคนิค เส้นทางท่องเที่ยวก่อนเริ่มแข่งขันกิจกรรมแรลลี่ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจากโปรแกรมเดิมนิดหน่อย

พอฟังกติกาจบแล้ว ก็เริ่มพิธีเปิดกิจกรรมแรลลี่ โดยมีคุณสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธาน
หลังจากเสร็จพิธีเปิดกิจกรรมแรลลี่โครงการฯ ได้มีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันกับผู้ร่วมแข่งขัน






จากนั้น ผู้แข่งขันแยกย้ายกันไปขึ้นรถ เตรียมปล่อยรถแข่งขันแรลลี่ออกจากจุดสตาร์ทค่ะ
เริ่มออกเดินทางตามเส้นทางท่องเที่ยว มุ่งหน้าสู่ จ.สิงห์บุรีกันจ้า






เริ่มต้นทริปด้วยการทำบุญเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อนดีที่สุดวัดอัมพวัน‬ สิงห์บุรี
ร่วมกันถวายสังฆทาน ปัจจัย แด่พระสงฆ์






แล้วไปกราบพระสรีระสังขาร หลวงพ่อจรัญ (พระธรรมสิงหบุราจารย์) ถวายปัจจัยร่วมสวดพระอภิธรรม และทำกิจกรรม RC ของแรลลี่

จากนั้นเดินเลือกซื้อของที่ชาวบ้านนำมาขาย เพื่ออุดหนุนชุมชน ก่อนออกจากวัดอัมพวัน






เดินทางเข้าลพบุรี ชม"พระนารายณ์ราชนิเวศน์" สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2209 เพื่อใช้เป็นที่ประทับ ณ เมืองลพบุรี แบ่งเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก เขตพระราชฐานชั้นกลาง และเขตพระราชฐานชั้นใน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2399 เพื่อให้เป็นราชธานีชั้นใน และพระราชทานชื่อว่า "พระนารายณ์ราชนิเวศน์"






จากบริเวณพระราชฐานชั้นนอก เราเดินเข้ากำแพง ไปชมพระราชฐานชั้นกลาง กันค่ะ
พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งองค์หนึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นกลางของ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2209เป็นพระที่นั่งท้องพระโรง มียอดแหลมทรงมณฑป ศิลปกรรมแบบไทยผสมผสานกับฝรั่งเศส ประตูและหน้าต่างท้องพระโรงด้านหน้าทำเป็นรูปโค้งแหลมแบบฝรั่งเศส ส่วนตัวมณฑปด้านหลังทำประตูหน้าและหน้าต่างเป็นซุ้มเรือนแก้วฐานสิงห์แบบไทย ตรงกลางท้องพระโรงมีสีหบัญชร เป็นที่เสด็จออกเพื่อมีปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้าในท้องพระโรงตอนหน้า



วันนี้ทางคณะแรลลี่ติดต่อไกด์พาเราเข้าไปชมพระที่นั่งพิมานมงกุฏ ซื่งใช้เป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ด้วยค่ะ
หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฏ สร้างในสมัยรัชการที่ 4 ประกอบด้วยพระที่นั่ง 4 องค์เชื่อมติดกันประกอบด้วยพระที่นั่งอักษรศาสตราคม พระที่นั่งไชยศาสตรากรเดิมคงเป็นที่เก็บศาสตราวุธ พระที่นั่งวิสุทธิวินิจฉัย ใช้เป็นท้องพระโรงเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2467 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่พระที่นั่งจันทรพิศาล เรียกว่าลพบุรีพิพิธภัณฑ์สถาน ต่อมาปี พ.ศ. 2504 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ปัจจุบันมีการขยายห้องจัดแสดงมาถึงพระที่นั่งพิมานมงกุฎ



พระที่นั่งพิมานมงกุฎ เป็นอาคารสูง 3 ชั้น
ชั้นที่ 1 จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุราว 3,500-4,000 ปี เช่น ภาชนะดินเผารูปวัว โครงกระดูกมนุษย์ ขวานหิน ขวานสำริด จารึกโบราณ เครื่องประดับทำจากหินและเปลือกหอย พระพิมพ์ที่พบตามกรุในลพบุรี รูปเคารพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โบราณวัตถุสมัยทวารวดี ฯลฯ






ชั้นที่ 2 จัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ที่พบในลพบุรี เช่น ทับหลังแกะสลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พระพุทธรูปสมัยลพบุรีแบบต่างๆ เครื่องถ้วยกระเบื้องทั้งของจีน และไทย เป็นต้น






ชั้นที่ 3 เป็นห้องบรรทมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
จัดแสดงฉลองพระองค์ พระแท่นบรรทม เครื่องแก้ว และภาชนะที่มีตราประจำพระองค์ โต๊ะทรงงาน นาฬิกาแดด




พระที่นั่งจันทรพิศาล ตามบันทึกของชาวฝรั่งเศสกล่าวว่าเป็นหอประชุมองคมนตรีสร้าง ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อพระราชวังร้างและปรักหักพัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้บูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่ให้มีสภาพสมบูรณ์ ปัจจุบันจัดแสดงเรื่องราวในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ทรงเจริญพระสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ดังภาพราชทูตฝรั่งเศส ถวายพระราชสาสน์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

เดินชมและฟังเรื่องราวกันจุใจแล้ว คุณอัญชลี วัจนะรัตน์ หัวหน้างานประสานงานภาคกลาง กองตลาดภาคกลาง ททท.ภูมิภาคภาคกลาง มอบของที่ระลึกแด่คณะเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการขอบคุณที่ให้ความรู้มากมายเลยค่ะ

พระนารายณ์ราชนิเวศน์
เวลาเปิดให้เข้าชม : 08.30 - 16.30
พิกัดและแผนที่นำทาง : http://www.share-d.com/place.php?place=2150
ติดต่อสอบถาม:ททท.ลพบุรี โทร 0 3642 2768-9, 0 3642 4089







เที่ยงแล้ว เราทานอาหารกันที่ สวนอาหารบัวหลวง เมนูอาหารของที่นี่เน้นอาหารไทย-จีน ซึ่งเมนูมีให้เลือกมากมาย
เช่น น้ำพริก-ไข่ต้ม  แกงจืดผักกาดดองซี่โครงหมู ปลาทับทิมทอดผัดพริกไทยดำ ยำวุ้นเส้น ปีกไก่ทอดเกลือ เป็นต้น

เวลาเปิดบริการ :เปิดทุกวัน เวลา 10.00 - 23.00 น.
โทรศัพท์ : 036413009 , 036422669




ช่วงบ่ายเราเดินทางขึ้นเหนือ ไปยังสวนนกชัยนาท  สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย ครอบคลุมพื้นทื่ 26 ไร่ โดยปล่อยพันธุ์นกต่าง ๆ ให้อยู่อย่างธรรมชาติ นั่งรถรางชมจุดต่างๆ บริเวณ แล้วรถก็ส่งเราลงตรงใจกลางสวนนก ที่มีบึงขนาดใหญ่ ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปยังจุดต่างๆ มีกรงนกใหญ่ที่สุดในเอเซีย ที่ปล่อยนกอยู่ตามธรรมชาติ และกรงนกเล็กๆ สำหรับนกน่ารักๆ สวยๆ ให้เดินชมกันตามสบายจ้า






เราเดินเล่น ถ่ายภาพในสวนดอกไม้กัน แล้วไปให้อาหารปลา ฮ่า ร้อนซะแล้ว เข้าอาคารแสดงปลาน้ำจืดกันดีกว่านะคะ ดูปลาในสวนนกนี่แหละแปลกดี
อาคารแสดงปลาน้ำจืด เป็นอาคารแสดงพันธุ์ปลาลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในพระอุปถัมภ์ของ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี






พิพิธภัณฑ์ปลาน้ำจืดเป็นปลาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในมีปลาน้ำจืดมากมายหลายชนิด  63 ชนิด เช่น ปลาเสือตอ ปลาตองลาย ปลาเสือสุมาตรา ปลากดหิน เป็นต้น

นอกจากจะมีตู้ปลาน้ำจืดแล้ว ยังมีอุโมงค์และตู้ปลาขนาดใหญ่ ให้เราได้ถ่ายรูปฟินๆ กับปลาตัวยักษ์ใหญ่อีกด้วยจ้า คือแบบโอ้โห...ปลาตัวใหญ่กว่าคนอีกอ่ะ
เป็นที่เรียนรู้เรื่องปลาน้ำจืดที่ดีสำหรับเด็กๆ เลยล่ะค่ะ






จุดสุดท้ายแล้ว เข้าไปเที่ยวสวนน้ำอวกาศ แห่งเดียวในไทยกันซะหน่อย ได้ข่าวว่าค่าเข้าไปเล่นน้ำ 30 บาทเอ๊ง ว๊ายจริงหรอ...ไม่อยากจะเชื่อ ขอเข้าไปดูข้างในหน่อยนะ มีสไลด์เดอร์หุ่นยนต์ยักษ์ เครื่องบิน จานบิน สีสันสดใสเชียว

สวนนกชัยนาท
เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00–18.00 น.
อัตราค่าเช้าชมชาวไทย ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 15 บาท
ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 5641 1413



จากนั้น คณะเราทยอยเดินทางกลับเข้าจังหวัดสิงห์บุรี อีกครั้ง เพื่อร่วมงานเลี้ยงประกาศรางวัล และพักค้างคืนกันที่ โกลเด้นดราก้อนรีสอร์ท สิงห์บุรี
แต่ระหว่างทางควรอย่างยิ่งที่จะต้องแวะสักการะและขอพรพระพรหม กันที่ outlet นะคร้า
ผู้ดูแลสถานที่เล่าว่า นักท่องเที่ยวแวะมาขอพร ได้ลาภก้อนโตกันไปหลายรายแล้วจ้า




ถึงโกลเด้นดราก้อนรีสอร์ทแล้ว พักผ่อนตามอัธยาศัย กันก่อนะจ๊ะ ห้องสวย และดูสะอาดเรียบร้อยดีค่ะ
มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน สมเป็นโรงแรมใหญ่สุดใน จ.สิงห์บุรี





ในงานปาร์ตี้วันนี้มีชาวบ้านบางระจันมาต้อนรับคณะแรลลี่ด้วยจ้า ถ่ายภาพกันฟินไปเลยสิคะ





ตื่นต่าตื่นใจ สนุกสนานกันต่อ กับลิเกวัยแรกแย้ม จากคณะลิเก กศน.สิงห์บุรี
มาร้องลิเกบอกเล่าว่าสิงห์บุรีมีที่เที่ยวอะไรน่าสนใจบ้างจ้า




หลังจากจบการแสดงลิเก นายภฤศ พุทธนบ ผู้ช่วย ผอ.ททท.สำนักงานลพบุรี กล่าวต้อนรับคณะแรลลี่ และแนะนำที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมทั้งเปิดงานปาร์ตี้

เมื่อเปิดงานปาร์ตี้ แล้ว จะรออะไรล่ะ ทานอาหารกันดีกว่าเนอะ หิวแล้วจ้า
ระหว่างทานอาหารอร่อยๆ ก็ฟังเพลงเพราะๆ จากน้องเบนซ์ จักรชัย โภคสมบัติ และน้องเพลงภัสสร อุริส แชมป์ฤดูร้อน ชิงช้าสวรรค์โอทอป น้องเค้าเป็นคนสิงห์บุรีนี่เองจ้า
แถมท้ายด้วยการแสดงเพลงดาบสนุกสนานตื่นเต้นอีกจ้า แหม่! มาเที่ยวทริปนี้ได้ชมของดีของเด็ดเยอะจริงๆ จ้า







ได้เวลาลุ้นผลการแข่งขันกันแล้วจ้า ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขันแรลลี่
รางวัลบู้บี้(รางวัลรองบ๊วย) ,รองอันดับ 2,รองอันดับ 1 และสุดท้าย รางวัลผู้ชนะเลิศ ตามลำดับค่ะ
ได้รับถ้วยรางวัลและของรางวัล สนับสนุนของรางวัลโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง , สวนน้ำรามยณะ ,PALLADIUM IT , Turtle wax , เมืองทองธานี , คิวเทอร์ฟ , [b]ptt Jiffy[/b] , KATA GROUP , HI-KICK  , Silver Stone เที่ยวไหนดี , SCENICAL WORLD และ Air asia
คุณอัญชลี วัจนะรัตน์ หัวหน้างานประสานงานภาคกลาง ททท.ภูมิภาคภาคกลาง และคุณ [b]นายภฤศ พุทธนบ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานททท.สำนักงานลพบุรี  เป็นผู้มอบรางวัลค่ะ






จากนั้น จับรางวัล ลุ้นกันต่อเลยยาวๆ กันไป ของรางวัลจากผู้สนับสนุน ได้แก่ บัตรชมภาพยนต์จาก SF , บัตรกำนัลและกระเป๋าสวยๆ จาก Jiffy
บัตรกำนัลจาก HI-KICK และหมอนน้องสุขใจการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง ค่ะ






มีการแสดงขั้นอีกจ้า น้องๆ ชาวสิงห์บุรีภูมิใจนำเสนอ อลังการงานสร้างจัดมาเต็มเวทีเลย
จบการแสดงก็จับแจกรางวัลกันอีกเพียบ หน้าชื่นตาบานกันไปเลยนะคร้า...






สำหรับสื่อมวลชนที่มาร่วมทริป ก็ได้รับรางวัลด้วยนะคะ สนับสนุนของรางวัลโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลางค่ะ
รางวัลยังเหลือ ชวนเด็กๆ มาเล่นเกมส์รับของรางวัลกันอีกค่ะ

จบงานปาร์ตี้ด้วยรอยยิ้มกันถ้วนหน้า ขอลาไปก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ พรุ่งนี้ ททท.ภูมิภาคภาคกลาง จะพาไปสำรวจ ที่เที่ยวน่าสนใจในสิงห์บุรีกันค่ะ




ตื่นเช้ารับประทานอาหารแล้ว ออกเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดสิงห์บุรีกันค่ะ ยังมีที่เที่ยวอีกหลายที่ ที่เรายังไม่ไปเลย
วัดประโชติการาม สิงห์บุรี (เดิมชื่อวัดประชด)
วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองสิงห์บุรี มีสิ่งที่ Unseen ซ่อนอยู่และแปลกกว่าวัดอื่นตรงที่ วัดนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนคู่ปางห้ามญาติ  ศิลปะแบบสุโขทัยขนาดใหญ่ 2 องค์ คือ หลวงพ่อทรัพย์ สูง 6 วา 7 นิ้ว และหลวงพ่อสิน สูง 3 วา 3 ศอก 5 นิ้ว ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงาม เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป โดยหลวงพ่อสินประดิษฐานอยู่ทางด้านหน้า หลวงพ่อทรัพย์อยู่ทางด้านหลัง  ชาวบ้านต่างพากันกล่าวว่ามีความศักดิ์สิทธิ์น่าเลื่อมใส ทางคณะแรลลี่ไหว้พระและปิดทองแล้ว มารวมตัวกัน เพื่อฟังหลวงพ่อเล่าความเป็นมากันจ้า






ท่านพระครูเกษมธรรมโชติเล่าประวัติคร่าวๆ ให้ฟังว่า ในอดีตหลวงพ่อสินเคยอยู่ในสภาพทรุดโทรมใกล้จะล้ม แต่มีเณรผ่านมาและได้ชักชวนชาวบ้านมาช่วยกันหาไม้ค้ำไว้พร้อมอธิษฐานว่าหากภายภาคหน้าทำการใดๆ แล้วเจริญรุ่งเรืองจะนำเงินกลับมาบูรณะ ปรากฏว่าเป็นจริงดั่งคำขอ เณรนั้นคือ ท่านมหาสม พ่วงภักดี ทำกิจการขายหนังสือธรรมะ เมื่อมีทุนทรัพย์ก็กลับมาบูรณะวัด และสร้างวิหารหลวงพ่อทรัพย์และหลวงพ่อสิน ปัจจุบันกล่าวกันว่า ให้มาอาราธนาศีลจากหลวงพ่อสินแล้วไปขอพรจากหลวงพ่อทรัพย์ จะสมหวังทุกประการ
ว่าแล้วก็พากันถวายสังฆทาน รับน้ำมนต์ รับพระที่ระลึกกันไปบูชา

หลวงพ่อบอกบุญว่า ต่อไปจะบูรณะหลวงพ่อทรัพย์และหลวงพ่อสิน ด้วยการปิดทองทั้งองค์ และวันสุดท้าย จะมีการจัดงานพิธีปิดทองแผ่นสุดท้ายของพุทธศาสนิกชนที่เคยมาปิดทองหลวงพ่อ ให้ได้มีโอกาสกลับมาปิดทองแผ่นสุดท้ายของแต่ละคน เพราะหลังจากนั้น จะมิให้มีการปิดทองที่องค์จริงอีก ให้ปิดทองที่องค์จำลองแทน หลวงพ่อให้ติดตามกำหนดการวันจัดงานพิธีในเฟสบุคค่ะ

ใครสนใจก็ติดตามได้ที่ Facebook : Normal Monk Anucha
ร่วมสมทบทุน กองทุนเพื่อการบูรณะปิดทอง หลวงพ่อทรัพย์-หลวงพ่อสิน
ชื่อบัญชี วัดประโชติการาม ธ.ไทยพาณิชย์ สาขาสิงห์บุรี เลขที่บัญชี 560-261464-5
โทร : 089-513-6491






อิ่มบุญกันแล้ว ไปตามรอย "บางระจัน" กันค่ะ หลังจากที่สร้างภาพยนต์มาถึง 2 ครั้ง และไม่นานมานี้ช่อง 3 ก็มีละคร บางระจันออกมา ทำให้บางระจันเป็นที่รู้จักแพร่หลายตั้งแต่ผู้ใหญ่จนถึงเด็กๆ กันอีกครั้ง จนทำให้ค่ายบางระจันและวัดโพธิ์เก้าต้น มีนักท่องเที่ยวมาเยือนกันเนืองแน่น ไม่ขาดสายเลยค่ะ มีไกด์อาสามานำชมและให้ข้อมูลน่ารู้ทำให้การเดินชมมีรสชาติด้วยค่ะ

ก่อนจะเข้าไปค่ายบางระจัน เราได้ชม"วัดโพธิ์เก้าต้น"ซึ่งอยู่ทางเข้าค่ายบางระจันนั่นเอง
"วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ" ซึ่งภายในประดิษฐานรูปปฏิมากรรมพระอาจารย์ธรรมโชติ เป็นที่เคารพสักการะของชาวสิงห์บุรีโดยทั่วไป พระอาจารย์ธรรมโชติ รังสี ท่านเป็นพระที่เป็นมิ่งขวัญและพลังใจแก่วีระชนชาวบ้าน บางระจัน จนทำให้วีระชนเข้าต่อสู้ป้องกันข้าศึกและได้รับชัยชนะ



หน้าโบสถ์ มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่เรียกว่า "สระน้ำพระอาจารย์ธรรมโชติ" ซึ่งเป็นบ่อน้ำที่มีปลาอยู่ชุกชุมชาวบ้านถือว่าบ่อน้ำนี้เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และปลาที่อยู่ในบ่อก็เป็นปลาศักดิ์สิทธิ์จึงไม่จับไปรับประทาน และน้ำในบ่อก็ไม่มีวันแห้งเหือดแม้หน้าแล้ง เพราะที่วัดนี้มีการทำบุญที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใครค่ะ คือการ “หาบน้ำเติมบุญ” บางคนก็ทำพิธีบนบานศาลกล่าวและมีการแก้บนเมื่อได้ดังที่ขอไว้ ก็มาการหาบน้ำแก้บน มีสถิติหาบกันถึง 1000 หาบเลยนะคะ

วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติเก่าแก่ มีอายุกว่า 200 ปี อิฐทุกก้อนจะตีลายดอกจันทน์ไว้ เป็นหลักฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา
กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดโพธิ์เก้าต้นเป็นโบราณสถาน ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๘






เดินจากหน้าวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ มาประมาณ 300 เมตร เราได้พบกับ “ค่ายบางระจัน” เดินเข้าค่ายมาอย่างกับว่าได้อยู่อีกโลกหนึ่ง มันช่างร่มรื่น เย็นสดชื่น น่าเดิน น่าอยู่ในนี้นานๆ มากจังเลย ต้นไม้ใหญ่อายุนับหลายร้อยปี และต้นไม้นานาพันธุ์ สมุนไพรที่ใช้ทำยาต่างๆ มากมาย คือไม่น่าเชื่อ ว่าในเมืองสิงห์บุรี มีพื้นที่อย่างนี้อยู่ เพื่อนนักท่องเที่ยวที่เดินสวนออกมา ต่างก็บอกกันว่า ข้างในเย็นมากกกก อื้ม เป็นแบบนี้นี่เอง เรานี่แทบไม่อยากจะออกไปเจอแดดเลย
ด้านในมีศาล ปู่ ย่า ชาวบางระจัน ที่สละชีพเพื่อชาติ มีเนินดินและป้อมที่ชาวบางระจันสร้างไว้เป็นแนวป้องกันพม่า

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หรือประมาณ 200 ปีเศษมาแล้ว ราวๆ พุทธศักราช 2308 ชาวบ้านบางระจันนำโดย นายจัน หนวดเขี้ยว,นายโชติ,นายดอก,นายทองเหม็น,นายทองแสงใหญ่,นายแท่น,นายเมือง,นายพันเรือง,ขุนสรร ได้รวบรวมชาวบ้านตั้งค่ายเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยต่อสู้กับพม่าที่มารุกราน ณ บริเวณบ้านบางระจัน โดยมีพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นผู้ประสิทธิ์วิทยาอาคมบำรุงขวัญ ชาวบ้านบางระจันได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญจนสามารถรบชนะพม่าถึง 7 ครั้ง แต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้เสียค่ายแก่พม่าในการรบครั้งที่ 8






เดินข้ามถนนมาอีกฝั่งหนึ่ง เข้าชมอาคารศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน ซึ่งสนับสนุนโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี ด้านในติดแอร์ เย็นฉ่ำ มีไกด์นำชมและเล่าประวัติเรื่องราวของค่ายบางระจันด้วยค่ะ





มีการจำลองถ้ำดินที่ใช้หลบพม่า การสร้างค่าย การฝึกวิชาเตรียมรบ ของชาวบ้านบางระจัน และจำลองวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ ในสมัยนั้น
คือองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี สร้างดีมากค่ะ ด้านในสวยงามมาก ลองมาเดินชมนะคะ






จุดสุดท้ายเราไปชม "อุทยานวีรชนค่ายบางระจัน" กันสักหน่อย
ในบริเวณอุทยานเป็นที่ตั้งของ "อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน" ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ
วีรชนผู้กล้าหาญแห่งบ้านบางระจัน ที่อยู่ในอนุสาวรีย์นั้นคือ
1. นายแท่น 2. นายโชติ 3. นายอิน 4. นายเมือง  5. นายทองแก้ว 6. นายดอก 7. นายจันหนวดเขี้ยว
8. นายทองแสงใหญ่  9. นายทองเหม็น  10. ขุนสรรค์ 11. พันเรือง
 
รอบๆ อนุสาวรีย์เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากเนื่องจากมีความร่มรื่น สะอาดตา อยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี

ก่อนกลับ คุณอัญชลี วัจนะรัตน์ หัวหน้างานประสานงานภาคกลาง กองตลาดภาคกลาง ททท.ภูมิภาคภาคกลาง มอบของที่ระลึกแด่คณะเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการขอบคุณที่ให้ความรู้มากมายเลยค่ะ





มาสิงห์บุรี เมืองปลา เราไปกินปลาและกุ้งเผาอร่อยๆ อาหารรสเด็ด กันที่ร้านกุ้งเผาทองชุบกันค่ะ
อิอิ กุ้งนี้ตัวใหญ่...ยาวเท่าช้อนเลยจ้า สะใจจัง ตัวเดียว อิ่ม






นอกจากอาหารอร่อยแล้ว ยังมีขนมหวานตำนานไทยแท้ อร่อยตามชื่อ ทองชุบอีกด้วย
เปิดปิด เวลา: 09.00-19.30 น.
โทร.0 3659 9709, 0 3659 9761
พิกัด แผนที่นำทาง : http://www.share-d.com/place.php?place=19772



จบทริปอย่างอิ่มจุก สนุกสนาน พบกันใหม่ทริปหน้านะคร้า

ขอขอบคุณ
กองตลาดภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง
สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท)
Silver Stone tour เที่ยวไหน ดี
และผู้สนับสนุน ทริปขับรถเที่ยวสุขกลางใจใกล้แค่เอื้อม


จำนวนผู้ชม 3559

ความคิดเห็นบนเฟสบุค