เที่ยว Unseen สกลฯ ยลวิถีผ้าคราม ตามหาตำนาน “ เขาเล่าว่า ผ้าผิวสวย ”

ในช่วงเทรนด์เที่ยววิถีชุมชนกำลังมาแรง ทริปนี้เราจึงได้มาเจาะลึกตระเวนเที่ยวUnseen แห่งสกลนคร อีกทั้งเที่ยวเส้นทางสายผ้าคราม ตามหาตำนาน เขาเล่าว่า ผ้าผิวสวย กันอย่างจุใจ จนขนาดว่าได้ลงมือทำผ้าผิวสวยด้วยตัวเองเลยจ้า ฟิน...สุดๆ กันไปเลย ทั้งชม ทั้งได้ลองทำ ทั้งช็อปกระจายได้ของถูกใจกลับบ้านอีกด้วย


เดี๋ยวนี้การเดินทางมาสกลนครนี้ง่ายแสนง่าย นั่งเครื่องบินแป๊บเดียวก็ถึงแล้วนะคะ จะได้มีเวลาเที่ยวได้มากๆ หน่อย พอลงจากเครื่องบิน ทานอาหารเช้าแล้วก็นั่งรถไปจุดหมายแรกของทริปนี้กัน
ซึ่งก็คือชุมชนบ้านโนนเรือสามัคคี หนึ่งในชุมชนที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องผ้าย้อมคราม
โดยมีผู้นำกลุ่มคือ แม่วารี ไชยตะมาตย์ ได้รวมกลุ่มแม่บ้านประมาณ 60 หลังคาเรือน เป็นชาติพันธุ์ภูไทยและญ้อ ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่นี่จะทอผ้าในครัวเรือนของตนเอง ชาวบ้านที่นี่อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใสมาก อธิบายและสาธิตการทำน้ำครามได้สนุกสนานอีกด้วย




บ้านโนนเรือนี้น่าสนใจมากตรงที่ มีเด็กตัวเล็กๆ ทอผ้าเก่งๆ กันด้วยนะคะ ทางชุมชนยังสนับสนุนให้การทำผ้าครามบรรจุเป็นหลักสูตรเรียนในโรงเรียนด้วย เพื่อเป็นการสืบทอดอาชีพและองค์ความรู้ภูมิปัญญาสู่ลูกหลานรุ่นต่อไป




เอาล่ะ มาเปิดตำนาน “ เขาเล่าว่า ผ้าผิวสวย ” กันเนอะ
ตามตำนานเขาเล่าว่า  เมื่อนานมาแล้ว มีสองตายายผู้เฒ่า เดินทางเข้าป่าไปหาของป่า ขณะที่นั่งพักก็บ้วนน้ำหมากไปโดนใบไม้ชนิดหนึ่ง เมื่อใบไม้โดนน้ำหมากก็กลายเป็นสีครามสวยงาม ความบังเอิญครั้งนั้นคือการค้นพบวิธีการย้อมผ้าด้วยคราม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ชาวสกลนครนำมาใช้ในการย้อมเส้นด้ายมาถักทอเครื่องแต่งกายที่ใช้ในการทำไร่ทำนา เพราะสีครามเป็นสีที่ช่วยพรางคราบเหงื่อไคลและดินโคลนที่เปรอะเปื้อน และยังค้นพบว่า เมื่อสวมเสื้อที่ย้อมด้วยครามจะรู้สึกเย็นสบายในหน้าร้อน พอย่างเข้าหน้าหนาวก็กลับให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอีกด้วย สอดคล้องกับงานวิจัยโดยประเทศญี่ปุ่นและอเมริกาที่ว่า ผ้าย้อมครามสามารถป้องกันรังสียูวีได้
จึงเป็นที่มาของผ้าผิวสวย ที่เราใส่เสื้อผ้าครามแล้วจะช่วยปกป้องผิวเราไม่ให้ดำกร้านไงคะ



เราฟังความเป็นมากันแล้ว มาดูขั้นตอนการทำน้ำครามกันดีกว่า เริ่มตั้งแต่มารู้จักกับต้นครามกันเลยจ้า
ต้นครามเป็นพืชที่อยู่วงศ์เดียวกับถั่ว เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ฝักตรงหรือโค้งเล็กน้อย ใบรูปวงรี คุณสมบัติพิเศษในต้นครามคือ มีกลูโคไซด์อินดิแคน ซึ่งหากนำไปแช่น้ำ จะเปลี่ยนเป็นอินดอกซิล และเมื่อถูกอากาศ จะเปลี่ยนเป็นสีคราม ซึ่งใช้ในการย้อมผ้า และนอกจากนี้ยังเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นยารักษาอาการทางประสาท บรรเทาอาการปวดได้อีกด้วย



วิธีทำน้ำคราม จะเล่ากันฟังคร่าวๆ นะคะ ถ้าอยากรู้ละเอียดต้องไปค้นคว้ากันเองนะคะ
ต้นครามที่จะนำมาใช้ได้ ต้องมีอายุ 3-4 เดือน ชาวบ้านมักเก็บใบครามในตอนเช้าตรู่ นำมามัดเป็นฟ่อน แช่น้ำ 18-24 ชั่วโมง แยกน้ำออก แล้วจึงเติมปูนขาวลงไป จากนั้นโจกเพื่อออกซิเจนเข้าไป จนกว่าฟองจะหมด (การโจก คือการกระทุ้งด้วยไม้ไผ่สานเป็นตะกร้อ) เก็บเอาไว้อีก 1 คืน แล้วผสมน้ำขี้เถ้าเรียกว่าน้ำด่าง แล้วปล่อยไว้ให้ตกตะกอนแล้วรินน้ำทิ้งจึงได้เนื้อคราม เพื่อนำไปผสมน้ำย้อมต่อไป




ส่วนเรื่องการย้อม ขออดใจไว้ก่อน เดี๋ยวเราได้ไปลองทำกันเลยวันพรุ่งนี้ที่หมู่บ้านอื่นกันนะคะ จะได้เที่ยวหลายๆ หมู่บ้านด้วยไง
ช่วงนี้ยังพอมีเวลาเหลือ ไปดูเด็กๆ และพี่ๆ เขาทอผ้ากัน พร้อมทั้งชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าครามทอมือสวยๆ หลากหลายแบบ ของชาวบ้านในราคากันเองจ้า





ชาวบ้านบอกว่า ผ้าลายน้ำไหลจะขายดีที่สุด แต่ลายที่เค้าว่าแพงสุดจะเป็นลายนกยูง ผืนที่ คุณบุณยานุช วรรณยิ่ง ผอ.ททท.สำนักงานนนครพนม ถืออยู่นี่แหละจ้า เขาว่ามีแบบนกยูงรำแพนด้วยน๊า คณะเราพูดคุยซักถามเกี่ยวกับผ้ากันครู่ใหญ่ ส่วนใหญ่ก็เลือกซื้อผ้าครามติดมือกันมาคนละผืนสองผืน ได้เวลาอันสมควรแล้ว อำลาแม่วารี  คุณครู ชาวบ้าน และเด็กๆ แล้วขึ้นรถไปยังจุดหมายต่อไปกัน

รายละเอียดและการติดต่อ

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านโนนเรือสามัคคี (โฮมครามวารี)
107 โนนเรือ หมู่ 3 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร 47220
พิกัดGPS : N 17.276406°, E 103.948999°
แผนที่นำทางคลิก : http://www.share-d.com/place.php?place=19674
ติดต่อ : แม่วารี ไชยตะมาตย์ โทร.08 7232 9016, คุณประนอม ไชยตะมาตย์ โทร.08 7232 9016




ระหว่างทางก็ได้เวลาหิวแล้วสิเนอะ แวะทานอาหารแซ่บๆ ประจำถิ่นกันเลยที่ ร้านลำดวน
ไก่ย่างนาคำ กินกับส้มตำ แซ่บอีหลี....เด้ออีหล่า ปลาก็ส๊ด...สด แถมตบท้ายด้วยหวานเย็นแก้เผ็ดอีกด้วยจ้า

แผนที่และพิกัด GPS คลิก :http://www.share-d.com/place.php?place=19675




อิ่มแล้วก็นั่งรถแบบยาวๆ กันไปเลย ขอขั้นเวลาผ้าครามกันสักนิด เนื่องในปีนี้เป็นปีมหามงคลที่ในหลวงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี คณะเราจึงพากันไปเที่ยวตามรอยพ่อหลวงกันที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน จากพระราชดำริของพ่อหลวง ซึ่งจัดว่าเป็นสถานที่เที่ยวสำคัญในสกลนครเลยจ้า

ณ จุดที่เราเข้ามาถึง ก็ชมวีดีทรรศน์ พระกรณียกิจของในหลวง ณ ศูนย์ภูพานฯ แล้วถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ก่อนเข้าชมนิทรรศการของศูนย์ฯภูพาน






หลังจากนั้น เราก็ไปชม “ ฝายพ่อ ” เอ๊ะ คือ อาไรหรอ ทีแรกได้ฟังก็คิดว่า อืม..ก็แค่ไปดูฝายกั้นน้ำ มีอะไรดีอ่ะ ทำไมจะต้องไปดูน๊า
เจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นฝายตรงที่ในหลวงทรงพระราชดำเนินผ่านเมื่อครั้งที่มาทรงงานที่ภูพานแห่งนี้ เป็นภาพอยู่ในไตเติ้ลข่าวในพระราชสำนักไง
อ๊ะ... จริงเหรอ อยู่ที่นี่นี้เอง ตื่นเต้นดีจัง..ไม่นึกฝันว่าจะยังมีอยู่ และได้เห็นของจริง

ณ จุดนี้มีภาพตัวอย่างให้ชมอีกด้วย เห็นแล้วร้องอ๋อเลยใช่มั๊ยล่ะ ถ้าใครมีโอกาสก็หาเวลาไปเดินบ้างนะคะ สำหรับเรา เพียงแค่ได้เห็นก็ตื้นตันอย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ

ฝายนี้ที่พ่อเดินผ่านเมื่อครั้งที่พ่อยังแข็งแรงการสร้างฝายกั้นน้ำเป็นเพียง 1 ใน 4,596 โครงการในพระราชดำริ เพื่อพัฒนาต้นน้ำลำธาร ที่ทำกินให้ลูกๆได้มีอาชีพทำกิน พ่อเดินทั่วประเทศไทยตั้งแต่เริ่มครองราชย์จนกระทั่งครองราชย์ถึง 63 ปี เพื่อเยี่ยมราษฎร บรรเทาทุกข์ บำรุงสุข มาเป็นระยะทางกว่า 8 แสนกิโลเมตรแล้ว จวบจนปีนี้ในหลวงครองราชย์ครบ 70 ปี ยามที่พ่อเดินไม่ค่อยไหวแล้ว พ่อคงหวังว่าลูกๆ จะเดินตามรอยพ่อให้พ่อได้ชื่นใจบ้าง ดูป่าที่พ่อเก็บไว้ให้พวกเราสิ เติบโตสูงใหญ่ เห็นแล้วยังได้คิดทบทวนในสิ่งที่พ่อทำให้พวกเรา ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ไม่มีพระราชาองค์ไหนในโลกนี้แล้วที่จะทรงทำได้อย่างในหลวงของเรา





ออกมาจากฝายพ่อ เรานั่งรถชมโครงการแบบชิลชิล ฟังการบรรยายเพลินๆไปด้วย ชมแปลงเกษตร
แวะบ่อเลี้ยงปลา ได้สนุกกับการป้อนนมปลา ดูการทำบ่อเลี้ยงปลาดุกแบบง่ายๆ เลี้ยงกบคอนโดจากยางรถยนต์เนี่ยนะ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงกระต่าย ฯลฯ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นการทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์แบบง่ายๆ อุปกรณ์ง่ายๆ และใช้ได้จริง ไม่ต้องมีที่ดินมากมายก็ทำได้ และไม่ได้มีวิธีการเลิศหรูอะไรเลยค่ะ ใครๆ ก็ทำได้ เพื่อสาธิตและสอนให้เกษตรกรในภาคอีสานได้เข้ามาเรียนรู้วิธีการจากของจริงให้เข้าใจ เพื่อนำไปประกอบอาชีพของตนเอง เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน






จากนั้นเราจะได้ไปชมของดีของเด็ดประจำศูนย์ฯภูพาน จนได้รับการขนานนามว่า "ดินแดนแห่ง 3 ดำมหัศจรรย์" ได้แก่ ไก่ดำภูพาน สุกรภูพาน และโคเนื้อทาจิมะภูพาน เจ้าหน้าที่บอกว่าจะเลี้ยงสัตว์เพื่อการเกษตรให้คนมาดู ก็จะต้องไม่ธรรมดา ไม่ใช่ว่าที่ไหนๆก็มี ถ้าเหมือนกับที่อื่นเขาจะมาดูที่นี่ทำไม ฉะนั้นจะต้องพิเศษมากๆ คุ้มค่าที่เขาดั้นด้นมาดูถึงที่นี่ แล้วแต่ละดำมีดียังไงบ้างล่ะ

"ไก่ดำภูพาน"เป็นไก่ดำสายพันธุ์ที่ศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ได้ศึกษาและพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ให้ได้ไก่ดำพันธุ์ดี ทนต่อโรคและสภาพแวดล้อม เลี้ยงง่าย กินเก่ง โตเร็ว สามารถลดต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งราคาขายไก่รุ่นน้ำหนัก 1กิโลกรัม ราคาตัวละ 250บาทเชียวน๊า ซึ่งไก่เนื้อทั่วไป จะขายได้เพียงตัวละ 70-80 บาทเท่านั้นเองจ้า
ไก่ดำรุ่นแรก ขนจะสีดำ และเนื้อดำ กระดูกดำ เค้าพัฒนาสายพันธุ์ต่อเป็นขนสีขาวแต่ข้างในก็ยังดำอยู่ จนมาถึงสายพันธุ์ที่สาม อันนี้สวยมาก ขนสีทองแต่ข้างในยังดำทุกอย่าง ตัวละ 1500 บาท เชียวจ้า







"สุกรภูพาน"เกิดจากแนวคิดที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต้นทุนการผลิตเพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงสุกรที่มีลักษณะเลี้ยงง่าย โตเร็ว ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเลี้ยงของเกษตรกรได้ดี มีความทนทานต่อโรค ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง และให้ปริมาณเนื้อแดงมากเมื่อนำไปขุน

และสุดท้าย "โคเนื้อทาจิมะภูพาน"สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีได้พระราชทานแก่ศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ให้เนื้อมีคุณภาพดีที่สุดในโลก ลักษณะเนื้อมีความนุ่ม ไขมันแทรกเกรดสูง จุดเด่นที่สำคัญ คือ มีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (โอเมก้า 3 และ 6):กรดไขมันอิ่มตัวสูงกว่าโคทั่วไป คือเท่ากับ 2.0 : 2.2 ขณะที่โคทั่วไปมีสัดส่วนเท่ากับ 1.8 : 2.2 ซึ่งกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวมีผลทำให้เนื้อโคทาจิมะปลอดภัยต่อการบริโภค ที่นี่มีพระเอกสุดหล่อชื่อว่า ข่าวฮาง ไม่ว่าใครจะมาเยี่ยมที่นี่ จะต้องเรียกหาเจ้าข้าวฮางตัวนี้แหละจ้า






ดู 3 ดำมหัศจรรย์แห่งภูพานกันแล้ว ก็ไปดูการเลี้ยงกวาง แปลงเกษตร แล้วนั่งรถกลับออกมายังศูนย์ OTOP เพื่ออุดหนุนผลิตภัณฑ์จากศูนย์ฯภูพานและชาวบ้าน

จากการที่เราได้เข้ามาเที่ยวชมในศูนย์ฯ ภูพาน ทำให้การเที่ยวในทริปนี้เป็นการเที่ยวสนุกสนานที่ได้สาระ และความรู้ด้วย ในยุคที่หลายคนชักอิ่มตัวกับเมืองหลวง อยากที่จะหันหลังกลับไปอยู่บ้านเกิด และอาชีพเกษตรกรรมแบบพอเพียง พอมีพอกินก็อาจจะเป็นทางเลือกที่เราพอใจ ได้เดินตามรอยพ่อ แต่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี หรือมัวแต่คิดว่าเราจะเป็นเกษตรได้หรือเปล่า แนะนำเลยว่าลองมาเที่ยวที่นี่ดู แล้วจะรู้ว่าไม่ยากเลยถ้าเราจะลงมือทำสิ่งที่เราอยากทำค่ะ ที่นี่จะสอนให้เราทำเป็น หรือถ้าเราไม่มีที่ดิน เค้าก็แบ่งที่ดินให้ทำกินด้วยน๊า นี่แหละพ่อเรา...สุดยอดไปเลยล่ะจ้า น้องวิทยากรไม่ใช่คนที่นี่ ยังบอกว่ารักที่นี่มากเลยค่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์พัฒนาภูพาน หรือ http://royal.rid.go.th/phuphan/ โทร 042 747458-9 ต่อ 609, 081-9756977 (อ้อ)
แผนที่พิกัด GPS : http://www.share-d.com/place.php?place=2990






ช่วงเย็นเราเข้าเมืองไปที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร เพื่อไหว้พระธาตุเชิงชุม ซึ่งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองสกลนคร ยอดฉัตรของพระธาตุทำด้วยทองคำบริสุทธิ์มีน้ำหนัก 247 บาทเลยนะคะ ในวิหารใกล้พระธาตุเชิงชุม เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อองค์แสนอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสกลนคร





ไหว้พระทำบุญกันแล้ว ก็มาถึงช่วงเวลาแห่งการช็อปปิ้งกันแล้วล่ะทีนี้ ถนนย่านเมืองเก่าหน้าวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ในตอนนี้ได้ถูกเนรมิตให้เป็นถนนคนเดินสายผ้าคราม ที่รวบรวมผ้าครามสวยๆ จากทั่วสารทิศในเมืองสกลนคร หลากหลายสไตล์มาให้เลือกมากมาย ซึ่งถนนคนเดินสายผ้าครามนี้เพิ่งเปิดใหม่ล่าสุดเป็นปีแรกเลยค่ะ จะมีทุกเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 16.00-22.00 น.






ผลิตภัณฑ์จากผ้าครามของเมืองสกลกำลังมาแรง เป็นเทรนด์ที่นิยมและโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ ด้วยสมญานามที่ว่า “ ผ้าผิวสวย ” ทำให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาพัฒนาต่อยอดสินค้าให้มีแบบที่เก๋ไก๋ ทันสมัย เห็นแล้วน่าใช้ น่าโชว์ น่าช็อปยิ่งนัก บางกลุ่มมีโซเชียลเพื่อโชว์แบบสินค้า และสามารถสอบถามติดต่อสั่งสินค้ากันได้ง่ายขึ้นค่ะ เห็นแล้วก็ชื่นใจและดีใจกับผู้ใหญ่ชาวสกลนครด้วยอย่างยิ่ง

แผนที่และพิกัด GPS คลิก :http://www.share-d.com/place.php?place=19043






เมื่อเดินถนนสายผ้าคราม ได้ของถูกใจแล้ว กลับมาหน้าวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ยังเก็บภาพสวยๆ ยามค่ำคืนได้อีกด้วย ถ่ายภาพได้สักพัก ฝนตกลงมาหนักมาก รีบเก็บของขึ้นรถแล้วเราก็ไปทานอาหาร ร้านบ้านฟ้าโปร่ง ระหว่างนั่งรถไป ก็คิดสงสารแม่ค้าที่ถนนคนเดินสายผ้าครามจัง จะเก็บของกันทันมั๊ย ฝนแรงซะขนาดนั้น

มาสกลนครยามหน้าฝนชุ่มฉ่ำอย่างนี้ ต้องได้ทานเห็ดถอบ หรือเรียกอีกชื่อว่าเห็ดเผาะแสนอร่อย และยังมีพืชอีกอย่างชื่อว่า แก่นตะวัน ที่ทางร้านนำมารังสรรค์อาหารหลากหลายเมนูได้อร่อยดี ไม่ว่าจะเป็นทอดมันแก่นตะวัน ยำแก่นตะวัน หวานๆ อร่อยดีค่ะ

ร้านบ้านฟ้าโปร่ง
แผนที่และพิกัด GPS คลิก : http://www.share-d.com/place.php?place=19677



อิ่มแล้วก็เข้าที่พักในเมืองสกลนคร ณ โรงแรมแอทสกล (@sakon) รับกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าห้องมา ก็ต้องถึงกับอึ้ง...ตะลึง ว่ามีอะไรอยู่บนเตียง แล้วก็ต้องบอกว่า "เห็นหมี" น้องหมีน่ารักสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องหลงรัก อยากพากลับบ้านด้วยกันจังเลย ห้องก็สวยและสะอาดดี แถมเจ้าของยังยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับเป็นอย่างดีอีกด้วยนะคร้า
ใครสนใจก็โทรสอบถามหรือจองกันได้เลยจ้า โทร : 042-713234 , 080-4225929
แผนที่และพิกัด GPS คลิก : http://www.share-d.com/place.php?place=16729





วันรุ่งขึ้น ตื่นเช้ามารับประทานอาหาร แล้วเก็บสัมภาระ ขึ้นรถ แล้วเดินทางไป วัดพระธาตุประสิทธิ์ อ.นาหว้า จ. นครพนม ขอแว๊บนอกใจจังหวัดสกลนครแป๊บนึงนะคะ เนื่องจาก อ.นาหว้า นี้ติดกับสกลนครเลยค่ะ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราเคยมาที่นี่ ในทริปไหว้พระประจำวันเกิดกันแล้วค่ะ ทริปไหว้ 8 พระธาตุประจำวันเกิด การมาที่นี่อีกครั้ง เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มีมัคคุเทศน์น้อยมาต้อนรับ นำสวดมนต์ เล่าประวัติของพระธาตุ นำกล่าวคำบูชาพระธาตุ แล้วก็เป่าแคน ร้องเพลงเพราะๆ ให้ฟังอีกด้วยค่ะ





พระธาตุประสิทธิ์ เป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนเกิดวันพฤหัสบดี
เชื่อว่าผู้ใดได้นมัสการพระธาตุแห่งนี้ จะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้สัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติงาน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตสารีริกธาตุ รวม 7 องค์ พระพุทธรูปเก่าแก่ ดินจากสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย 4 แห่ง และพระพุทธบาทจำลองที่อัญเชิญมาจากกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2500
เครื่องสักการะ
ธูป 19 ดอก  เทียน 2 เล่ม  พวงมาลัย  ดอกไม้ ผ้าสีส้ม น้ำอบไทย ข้าวเหนียวปิ้ง ข้าวพอง
คาถาบูชาดวงประจำวันเกิด วันพฤหัสบดี
ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ
ชื่อคาถานารายณ์ตรึกไตรภพใช้ทางเมตตามหานิยม ประจำอยู่ทิศประจิม (ตะวันตก)

ไหว้พระธาตุแล้ว ชมจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ อยู่อาคารโบราณด้านข้างพระธาตุ ชมพระบรมฉายาลักษณ์ครั้งที่ในหลวงและพระราชินีเสด็จมาเยี่ยมชมที่นี่ค่ะ





เจ้าหน้าที่และมัคคุเทศน์น้อย ยังพาชมสิ่งที่น่าสนใจในวัดอีกอย่าง นั่นคือศูนย์หัตถกรรมวัดพระธาตุประสิทธิ์ กลุ่มทอผ้าไหมในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งเป็นศูนย์หัตถกรรมแห่งแรกของประเทศไทยที่พระราชินีทรงจัดตั้งขึ้นเลยนะคะ และที่นี่ยังได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดผ้าไหมหลายรางวัลและหลายปีเชียวค่ะ





เดินชมผ้าสวยๆ ในศูนย์ ต้องมาหยุดสะดุดตรงภาพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่า เป็นกี่ทอผ้าไหมเฉลิมพระเกียรติ ที่ทอและตัดเป็นฉลองพระองค์ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เชียวนะคะ สุดยอดและน่าปลื้มใจมากเลยจ้า

แผนที่นำทางและพิกัด คลิก : http://www.share-d.com/place.php?place=2820



ย้อนกลับมาที่ผ้าครามกันต่อ เราเดินทางไปที่ชุมชนบ้านถ้ำเต่า เพื่อไปลองทำการย้อมครามด้วยตัวเอง ที่กลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านถ้ำเต่า ได้เจอกับพี่ปูเป้ วิทยากรประจำกลุ่ม ใจดีและน่ารักมากค่ะ ด้วยความที่พวกเราได้เรียนรู้การทำน้ำครามมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ณ จุดนี้ พี่ปูเป้ สอนเราทำเวิอร์คช็อป ย้อมครามด้วยตัวเอง ให้เราเลือกว่าจะทำผ้าพันคอ หรือเสื้อ แล้วก็สอนเรามัด พับ ขยุ้ม ขยำ รัด ใส่ถุง โดยมีแบบให้ดูและทำเป็นตัวอย่าง แล้วให้เราครีเอทความเก๋ไก๋สไตล์ของตัวเองลงไป เพื่อให้ได้ผ้าครามที่มีแบบเดียวในโลก ตรงนี้พวกเราชอบมากเลยค่ะ สนุกสนานกันใหญ่





มัดกันเสร็จแล้ว ก็เอาผ้าลงย้อมพร้อมๆ กัน เพราะพี่ปูเป้บอกว่า น้ำย้อมเมื่อใช้แล้ว จะย้อมได้ในครั้งต่อไปจะต้องรออีก 8 ชั่วโมง ตอนย้อมอยากให้ครามฝังในผ้าตรงไหนเยอะๆ เข้มๆ ให้บีบตรงนั้นเน้นๆ เยอะๆ ลายจะได้สวย แล้วผลงานแต่ละคนก็ออกมาให้ชม หลังจากที่เราก็ต่างลุ้นของตัวเองว่ามันจะออกมาอีท่าไหน ซึ่งทุกคนก็พอใจผลงานของตัวเอง ยิ้มหน้าบานกันไป สนุกดีค่ะ เราเองก็จำเสื้อที่ทำเองไม่ได้ หาผลงานของตัวเองตั้งนาน





ผ้าที่เอาขึ้นจากน้ำครามใหม่ๆ จะยังไม่เป็นสีคราม เพราะแท้จริงแล้วน้ำครามเป็นสีเหลือง แต่เมื่อเอาผ้ามาผึ่งลมสักพักได้สัมผัสกับอ๊อกซิเจน จึงเปลี่ยนเป็นสีครามแล้วล็อคอยู่ในผ้าไม่ให้สีตกเมื่อซักล้าง เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เราต้องตามมาล้วงลึกในความมหัศจรรย์ด้วยตัวเองจ้า ซักเสร็จเราก็นำไปตากให้แห้ง
ระหว่างรอผ้าแห้ง เราก็ชม ช็อป ผลิตภัณฑ์จากผ้าคราม ได้ผ้าพันคอลายเก๋ๆ มา 1 ผืน ในราคาเบาๆ เพราะมาซื้อถึงแหล่งผลิต





สุดท้ายเมื่อผ้าแห้ง เราถ่ายภาพที่ระลึกโชว์ผลงานสวยๆ ของเรา แล้วอำลาพี่ปูเป้และชาวบ้านถ้ำเต่า เพื่อไปยัง ร้านครามสกล ซึ่งมีงานผ้าครามเก๋ไก๋ สไตล์ชิค ชิค กันจ้า


ที่ ครามสกล เราได้พบกับ พี่นก สกุณา สาระนันท์ เจ้าของร้านครามสกล ฟังความเป็นมาของผ้าคราม เจาะลึกกระบวนการเปลี่ยนสีของคราม และการดูผ้าครามแท้ ว่าดูยังไง พี่นกบอกว่า ผ้าครามจะมีความหอมเฉพาะตัว และสีจะต้องไม่ม่วงสด จบนะ ดูง่ายดีจ้า เพราะถ้าผ้าหรือด้ายที่ย้อมด้วยครามสังเคราะห์ จะให้สีที่สดมากค่ะ




ที่ ครามสกล จะไม่ได้ปลูกต้นครามเพื่อทำน้ำครามเอง เป็นสถานที่ต่อยอดนำวัตถุดิบจากชาวบ้านมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีแบบที่เก๋ไก๋ ทันสมัย ส่งไกลถึงต่างประเทศ และเปิดเป็นเวอร์คช็อป สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้ามาลองมัดย้อมผ้าครามผืนเดียวในโลกด้วยตัวเองอย่างสนุกสนานและได้ความรู้ด้วยค่ะ





ในร้านครามสกล ตกแต่งสวยงามไปด้วยวัสดุจากผ้าคราม จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าครามหลายอย่าง หลากหลายแบบ สไตล์เก๋ไก๋อินเทรนด์ ทำให้ผ้าครามไม่เชยอีกต่อไปใส่แล้วเท่ห์ ด้วยผลิตภัณฑ์และแบรนด์เป็นเกรดพรีเมียมราคาจะสูงกว่านิดหน่อย แต่ไม่แพงลิบลิ่ว ราคาจับต้องได้สมเหตุสมผล รับประกันได้เลยว่ามาเยี่ยมชมผ้าครามถึงเมืองสกลแล้ว ไม่ว่าจะร้านไหนก็ตาม ถ้าชอบชิ้นไหนแล้วมีเงินอยู่ในกระเป๋าล่ะก็ต้องได้ซื้อกันแน่นอนเลย เพราะจะไปหาซื้อที่อื่นก็คงหาแบบนี้ได้ยากเพราะสินค้าทำมือจะมีเอกลักษณ์เฉพาะชิ้น ไม่มีชิ้นไหนเหมือนกันเป๊ะแน่นอนจ้า

แผนที่พิกัด GPS : http://www.share-d.com/place.php?place=19676
เบอร์โทรศัพท์ : 087-2274173






เวลาก็ได่ลุล่วงมาจนบ่ายคล้อย ในเมื่อตามหาเรื่องราวเขาเล่าว่า ผ้าผิวสวย เรียบร้อยดีงาม ได้ฟัง ได้เรียนรู้ ได้ดู ได้ทำ และได้ผ้าครามถูกใจแล้ว
เราไปชิลกันต่อได้อีกกับ Unseen เมืองสกล ที่พลาดไม่ได้เลยนะ นั่นก็คือเมืองเก่าท่าแร่ ชุมชนที่มีชาวคริสต์อยู่รวมกันมากที่สุดในประเทศไทย จุดแรกในชุมชนท่าแร่ ที่เรามาชมก็คือ อาสนวิหารอัครเทวดามิคาแอล เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ แทนโบสถ์เก่าที่มีการปรับเปลี่ยนมาหลายครั้ง โบสถ์หลังนี้มีขนาดใหญ่และสวยงามมากทั้งด้านนอกและด้านใน

ลักษณะที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของอาสนวิหารแห่งนี้คือการสร้างเป็นรูปเรือ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงการใช้เรือและแพในการอพยพของชาวคริสต์จากตัวเมืองสกลนครมายังท่าแร่แห่งนี้ เมื่อ 132 ปีก่อน หรือ พ.ศ. 2427 ในสมัยนั้นมีความไม่เข้าใจเกี่ยวกับการนับถือศาสนาคริสต์ รวมทั้งกรณีมีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ทำให้ผู้นับถือคริสต์ ต้องอพยพจากตัวเมืองสกลนคร ด้วยการต่อแพและใช้ผ้าห่มแทนใบเรือ ล่องข้ามบึงขนาดใหญ่ซึ่งก็คือหนองหาน โดยอธิษฐานให้แพไปขึ้นฝั่งที่ไหนก็ได้ตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า จนมาขึ้นฝั่งที่ท่าแร่ เป็นป่าขึ้นอยู่บนดินลูกรัง หรือเรียกว่าหินแฮ่ เดิมทีจึงเรียกที่นี่ว่า ท่าแฮ่ ก่อนจะเพื้ยนมาเป็นท่าแร่ดังในปัจจุบัน ระยะเวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ชาวท่าแร่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจากประมาณ 150 คน มาเป็นกว่าหมื่นคน ชาวบ้าน 91% นับถือศาสนาคริสต์อย่างเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง ชุมชนท่าแรจึงได้ชื่อว่าเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่อยู่รวมกันมากที่สุดในประเทศไทย






สิ่งที่ยืนยันความเป็นเมืองเก่าแก่ของชุมชนท่าแร่ นั่นก็คือ อาคารโบราณท่าแร่ เป็นอาคารรูปแบบสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสผสมกับเวียดนาม ที่สร้างมาเป็นร้อยปี เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ชุมชนท่าแร่มีความโดดเด่นน่าสนใจ ตั้งอยู่บนถนนเส้นเลียบหน้าโบสถ์ เรียงกันไปตามแนวของถนน มีบ้านเรือนสมัยปัจจุบันแทรกสลับกันไปบ้าง สามารถเดินชมไปถ่ายรูปไปแบบชิล ชิล ยามเย็นๆ ในความเก่าของอาคารที่แฝงไปด้วยมนต์สเน่ห์แห่งความคลาสสิค




ถ่ายภาพกันเพลินๆ กับฉากสวยๆ ไม่ว่าจะมุมไหนๆ ก็อยากจะเอาตัวเข้าไปแปะเพื่อถ่ายรูป อารมณ์ประมาณคฤหาสถ์ในหนังฝรั่งเลย บอกตรงๆ เลยนะว่าถ้ามืดๆ คงไม่กล้ามาเดินแน่ๆ หุ หุ





ส่วนอาคารหลังนี้ เป็นของนายหนูกัน และนางหนูทา โง่นคำ เป็นมรดกของ องเฮียน แต่เดิมสร้างเป็นที่อยู่อาศัย ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางราชการสั่งปิดโบสถ์ไม่ให้ประกอบพิธีกรรมใดๆ ทางศาสนา เจ้าของบ้านอนุญาตให้ใช้เป็นศาสนสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ อาคารหลังนี้เคยเป็นที่ประกอบพิธีบูชามิซซา พิธีรับศิลแต่งงาน พอต่อมาถูกไฟไหม้ ชำรุดทรุดโทรมอาคารหลังนี้จึงถูกทิ้งร้างไม่มีผู้ดูแล แต่ก็ยังสวยเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง


ในทุกๆ วันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี ชุมชนแห่งนี้จะจัดเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส โดยจัด "ขบวนแห่ดาวคริสต์มาส" โดยเชื่อว่า "ดาว" เป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติบนโลกมนุษย์ของพระเยซู ขบวนรถจะตกแต่งด้วยดาวขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยดวงไฟวิทยาศาสตร์หลากสีสันอย่างสวยงาม และจะสื่อถึงเรื่องราวการประสูติของพระเยซู ในทุกปีจะมีรถดาวเข้าร่วมขบวนประมาณ 200 คัน ชาวบ้านก็จะตกแต่งโคมไฟรูปดาวไว้ที่หน้าบ้าน จากนั้นเป็นการเฉลิมฉลองในหมู่ชาวคริสต์ มีการร้องเพลงประสานเสียง การประกวดร้องเพลงคริสต์มาส มีการจำหน่ายสินค้าและมีมหรสพทั้งคืน ไม่มีประเทศใดที่จัดงานแห่ดาวแบบนี้ สำหรับสกลนครได้จัดให้มีการแห่ดาวต่อเนื่องมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว จึงถือว่าเป็น "งานแห่ดาวเพียงหนึ่งเดียวในโลก"

อ่านเรื่องราว กันต่อที่ ชุมชนท่าแร่


มื้อสุดท้ายของทริป ขอบอกว่า เป็นร้านที่อร่อยที่สุดในทริปเลยค่ะ ชื่อ ร้านสะบันงา ร้านหาง่าย ใครก็รู้จัก อยู่ในตัวเมืองสกลนคร เมนูอร่อยจนต้องบอกต่อก็คือ ปลาโจกนึ่งจิ้มแจ่ว ต้มยำปลาแม่น้ำโขง ทอดมันปลาเหนียวหนึบ และแกงเห็ดถอบที่พลาดไม่ได้ในหน้าฝน ตามด้วยข้าวเหนียวมะม่วง คือ..แบบว่าข้าวเหนียวนุ่มนวลหวานมันหอมอร่อยมากค่ะ

พิกัดและแผนที่นำทาง GPS : http://www.share-d.com/place.php?place=19684






จบทริป ตระเวนเที่ยว Unseenสกลฯ ยลวิถีผ้าคราม ตามหาตำนาน “ เขาเล่าว่า ผ้าผิวสวย ” ด้วยการใช้เวลาเที่ยวเพียง 2 วัน 1 คืน เท่านั้นเอง เป็นทริปเที่ยวที่ครบทุกรสชาติจริงๆ ในปีท่องเที่ยววิถีไทย อยากให้ลองมาเที่ยว มาสัมผัสกับชุมชนที่ล้วนมีแต่ผู้คนน่ารัก "ที่สกล ละเบ๋อ" กันดูนะคะ
แล้วจะรู้ว่า เที่ยววิถีไทยเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร จริงๆ จ้า

ขอขอบคุณ
คุณสมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการ ททท.ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
คุณบุณยานุช วรรณยิ่ง ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานนนครพนม
กลุ่มสารสนเทศการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
และพี่ๆ น้องๆ ผองเพื่อนร่วมทริปทุกท่าน


เรื่องและภาพโดย : Jai @Touronthai


จำนวนผู้ชม 3853

ความคิดเห็นบนเฟสบุค