สุขกลางใจใกล้แค่เอื้อม เชื่อมตะวันออก-นครวัด-นครธม ชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ประมวลภาพทริป “ขับรถ เที่ยวภาคกลาง สุขกลางใจ ใกล้แค่เอื้อม” ทริป 2
คาราวานเส้นทาง กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-ปราจีนบุรี-สระแก้ว (นครวัด – นครธม) ชมสิ่งมหัศจรรย์ของ โลก
เมื่อวันที่  20 -22 กุมภาพันธ์ 59  ที่ผ่านมา

[color=blue]ทริปนี้เราได้ชม 6 สุดยอดสถาปัตยกรรมแต่ละยุคสมัย
สนุกสนานและได้ความรู้และความประทับใจกันไปล้นหลามค่ะ แถมได้ออกกำลังกายคลายเส้นกันไปถ้วนหน้าอีกด้วย เราไปชมประมวลภาพกันเลยจ้า

เช้าวันที่  20 -22 กุมภาพันธ์ 59
นักท่องเที่ยวและสื่อมวลชนพร้อมกันที่ตึก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ลงทะเบียน รับของที่ระลึก  รับเสื้อ Theme สีส้มสดใส
และรับประทานอาหารเช้ากันก่อนออกเดินทาง
ในระหว่างที่รอนักท่องเที่ยวมาลงทะเบียนกันครบ และรอพิธีเปิด กลุ่มที่พร้อมแล้วก็ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันสนุกสนาน






ได้เวลาอันสมควร นักท่องเที่ยวมาลงทะเบียนกันครบแล้ว ร่วมถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก
นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการ.ททท. ภูมิภาคภาคกลาง กล่าวเปิดกิจกรรม



ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะแยกย้ายกันไปขึ้นรถ ต้องขอภาพหมู่หน้าขบวนรถก่อนออกเดินทางกันอีกสักภาพ แล้วค่อยทยอยไปขึ้นรถ
ปล่อยรถออกเดินทาง โดยมี นายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการ.ททท. ภูมิภาคภาคกลาง พร้อมด้วยคุณอัญชลี วัจนะรัตน์ หัวหน้างานประสานงานภาคกลาง กองตลาดภาคกลาง ททท.ภูมิภาคภาคกลาง และนายสุเทพ อารมณ์รักษ์นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย ร่วมปล่อยรถขบวนคาราวานออกจากจุด Start

ทริปนี้เราเดินทางโดยรถตู้ VIP จำนวน 10 คัน พร้อมมีรถนำขบวนเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางตลอดทริปเลยค่ะ




ประเดิมการท่องเที่ยวด้วยการไหว้พระเสริมศิริมงคล ชมสถาปัตยกรรมที่แรกของทริปกันก่อนเลยที่ ประตูสู่ภาคตะวันออก
“ วัดโสธรวรารามวรวิหาร “ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า วัดหลวงพ่อโสธร วัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแปดริ้ว อยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมแม่น้ำบางปะกง เดิมชื่อว่า "วัดหงส์" สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 

พระอุโบสถหลังใหม่เด่นตระหง่านสวยงามไม่แพ้วัดใดในเมืองไทย เป็นอุโบสถสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2530 ลักษณะเป็นแบบรัตนโกสินทร์ประยุกต์ สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง
ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน"หลวงพ่อพุทธโสธร"องค์จริง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดฉะเชิงเทรา ชาวเมืองเคารพนับถือ
เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ หายเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ หน้าตักกว้าง1.65เมตร สูง 1.48 เมตร ฝีมือช่างล้านช้าง

ตามประวัติเล่าว่า เป็นพระพุทธรูปปาฏิหาริย์ลอยทวนน้ำมา และมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้สันนิษฐานว่าตั้งแต่ประมาณปีพ.ศ. 2313 สมัยต้นกรุงธนบุรี แต่เดิมเป็นพระพุทธรูปหล่อทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิหน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงามมาก แต่พระสงฆ์ในวัดเกรงว่าจะมีผู้มาลักพาไปจึงได้เอาปูนพอกเสริมหุ้มองค์เดิมไว้จนมีลักษณะดังที่เห็นในปัจจุบัน ผู้คนต่างมานมัสการปิดทองหลวงพ่อโสธรกันเป็นจำนวนมาก




เราถ่ายภาพกันเป็นที่ระลึก แล้วแยกย้ายกันไปไหว้หลวงพ่อโสธร จากนั้นมีเวลาก็เดินช็อปปิ้ง หน้าวัด ซื้อของกินอร่อยๆ ขึ้นชื่อที่สุดก็จะเป็นขนมจาก ที่คนขายใจดีเยกให้ชิมกันทุกร้าน ไข่เค็มที่ไม่เค็ม อร่อยมากไข่แดงมันเยิ้มกำลังดี แต่ไข่ต้มที่เห็นมากมายนี่ไม่ใช่ของฝากนะคะ เอาไว้ไปถวายหลวงพ่อโสธรค่ะ


เราช็อปปิ้งกันพอสนุกๆ แล้วขึ้นรถเดินทางสู่ภาคตะวันออก ไปที่ จ.ปราจีนบุรี ชมสถาปัตยกรรม ที่ 2 กัน
รอบๆ วัดยังมีสิ่งน่าสนใจอีกค่ะ ชมรีวิวแบบเจาะลึก กันต่อที่ [size=14pt]วัดโสธรวรารามวรวิหาร


วัดแก้วพิจิตร เป็นวัดนิกายธรรมยุติวัดแรกของจังหวัดปราจีนบุรี สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2422 โดยเศรษฐีนีใจบุญชาวปราจีนบุรีชื่อนางประมูล โภคา (แก้ว ประสังสิต) ภรรยาของขุนประมูลภักดี ต่อมาในปีพ.ศ. 2461 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่เพื่อทดแทนหลังเก่าที่ชำรุด

พระประธานในพระอุโบสถนี้ไม่เหมือนใครนะคะ สร้างเมื่อพ.ศ.2462 โดยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า"หลวงพ่ออภัยวงศ์"หรือหลวงพ่ออภัย เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรผู้สร้าง และเป็นพระพุทธรูปปางอภัยทาน ที่มีองค์เดียวในโลก [/size]





เราถ่ายภาพกันหน้าพระอุโบสถ แล้วเดินชมทั่วๆ บริเวณวัดสังเกตดูก็จะเห็นว่า สถาปัตยกรรมของพระอุโบสถรวมถึงอาคารต่างๆ ภายในวัดจะมีลวดลายประดับการอาคารผสมผสานระหว่างศิลปะไทย จีน ยุโรปและเขมร นับว่าเป็นวัดที่แปลกตา

ด้านหน้าพระอุโบสถมีพระสังกัจจายน์ ของจีน  ซุ้มประตูมีนาฬิกาแบบยุโรป ทางเข้าพระอุโบสถมีพระยานาค
มีอาคารเรียนหนังสือไทย นักธรรมบาลีเป็นอาคารคอนกรีต รูปสถูปโดม ศิลปะกรีกหรือโรมัน มีอนุสาวรีย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร และเทวรูปศิลปะเขมร อยู่หน้าตึก






หน้าวัดคือแม่น้ำบางปะกง ลมพัดเย็นสบาย มีบันไดให้ลงไปให้อาหารปลา

ที่ตั้งวัดแก้วพิจิตร อยู่ ถ.แก้วพิจิตร ตำบลหน้าเมือง ในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร



แดดเริ่มร้อนแล้ว เราไปชมสิ่งสวยงามในที่ร่มกันบ้าง สถาปัตยกรรม ที่ 3 เดินทางจากวัดแก้วพิจิตรไปไม่ไกลค่ะ

[size=18pt]ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
ตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นตึกที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร สร้างขึ้นโดยทรัพย์สินส่วนตัว ในปี พ.ศ.2452 เพื่อถวายเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จประพาสมณฑลปราจีน มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นตึกสองชั้นแบบยุโรป สมัยเรอเนสซองส์

ก่อนเข้าชมภายในตึก รับเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ มาดื่มกันฟรีๆ ให้ชื่นใจ
แล้วเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และก็ประวัติของตึกหลังนี้จากวิทยากร สรุปใจความสั้นๆ ว่า ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2452 โดยท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) เพื่อใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ตึกยังสร้างไม่เสร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสิ้นพระชนม์ไปก่อน ต่อมาตึกหลังนี้ได้ใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. 2455 และเชื้อพระวงศ์อีกหลายพระองค์ ในสมัยต่าง ๆ รวมถึงการรับเสด็จ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ครั้งเสด็จประพาสจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรไม่เคยใช้ตึกหลังนี้เป็นที่พักส่วนตัวของท่านเลย เมื่อท่านอสัญกรรม จึงได้ใช้ตึกหลังนี้ตั้งบำเพ็ญกุศลศพ ซึ่งนับว่าเป็นการใช้ครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น
[/size]






ตึกหลังนี้สร้างขึ้น ในปี พ.ศ. 2452 โดยบริษัท โฮวาร์ด เออร์สกิน ซึ่งเป็นแบบเดียวกัน กับตึกของท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่พระตะบอง ซึ่งสมัยก่อนพระตะบองยังเป็นของไทย และต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัย ยกให้แก่ฝรั่งเศษเพื่อรักษาเอกราชไว้ ท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจึงย้ายเข้ามาปกครองเมืองปราจีนบุรี
จากภาพจะเห็นว่าตึกคล้ายๆ กัน แต่จะต่างกันที่ ลวดลายประดับ และหน้ามุข ที่พระตะบองเป็นทรงแหลม ที่เมืองไทยเป็นทรงโค้ง

ต่อมาวิทยากรนำชมด้านซ้ายของตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นร้านยาไทย โพธิ์เงินโอสถ จำหน่ายยาสมุนไพรไทยล้วนๆ เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป มีคนเดินทางมาเจียดยา ว่าแล้วนักท่องเที่ยวก็ให้ความสนใจ สอบถามซื้อยากันมากมายเลย

[size=18pt]อ่านต่อหน้า 2
[/size]



เราขึ้นไปชมชั้น 2 กันต่อ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์การปรุงยาสมุนไพรแบบต่างๆ และการใช้ยาในการรักษาที่มีทั้งยาสำหรับดื่มกิน ยาสำหรับการชะล้าง ยาสำหรับการประคบ ขั้นตอนการปรุงก็มีการต้ม การบดผสม การตำ ฯลฯ การนำเสนอเป็นรูปแบบการ์ตูน  แล้วก็ย่อส่วนให้เล็กจิ๋ว น่ารัก ให้เราเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรแบบเข้าใจง่ายดี

นอกจากนี้ มีการจัดแสดงหนังสือและตำรายาโบราณ และหินบดยาในสมัยทวารวดี โดยกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว  มีห้องเครื่องดนตรี ห้องยาและตำรายา






ด้านหลังตึกเป็นสวนสมุนไพรอภัยภูเบศศร ภายในสวนสมุนไพรตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงามร่มรื่น น่าพักผ่อน นั่งเล่นไปคาดว่าน่าจะหลับได้เลยจ้า

จากนั้นก็เข้าไปช็อปปิ้งกันที่ตึกโรงพยาบาลมีห้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอภัยภูเบศร มียาสมุนไพรต่างๆ ที่มีทั้งเพื่อสุขภาพ รักษาโรค และความสวยความงาม
    โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นโรงพยาบาลนำร่องเรื่องการแพทย์แผนไทย ใช้สมุนไพรบำบัดยารักษาโรค มีการนวด อบ ประคบ ฝังเข็ม และมีการแปรรูปสมุนไพรไทยเป็นเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง จำหน่ายในราคาย่อมเยา โดยใช้ชื่อว่า ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สมุนไพรอภัยภูเบศร
 




เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-20.30 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3721 1088 เว็บไซต์ www.abhaiherb.com

ชมรีวิวแบบเจาะลึก กันต่อที่ [size=18pt]ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร


ออกจากตึกเราไปรับประทานอาหารกันที่ ร้านชมชล เป็นร้านริมน้ำ อยู่ไม่ไกลจาก โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ค่ะ
โดยรวมๆ แล้วอาหารอร่อย รสชาติแบบพื้นบ้านเมืองปราจีนบุรี ติดหวานนิดๆ ค่ะ
จะมีส้มตำที่รสจะเปรี้ยวมาก ถ้าใครจะมาทานอยากทานรสไหนคงต้องบอกคนรับออเดอร์กันด้วยนะคะ[/size]






อิ่มแล้ว เราเดินทางกันยาวๆ นอนพักเอาแรงเลยค่ะ ต่อไปต้องเดินกันนิดนึงแล้ว ไปที่ จ.สระแก้ว ไปชมสถาปัตยกรรม แบบโบราณสถาน แห่งที่ 3 กันค่ะ

[size=16pt]ปราสาทสด๊กก๊อกธม

เมื่อก่อนเราเข้ามาชมปราสาทสามารถจอดรถใกล้ๆ ปราสาท ปัจจุบันเมื่อบูรณะเสร็จจะมีป้ายบอกทางให้เราไปจอดในลานจอดรถที่จัดไว้ให้ มีห้องน้ำบริการอย่างดี แต่ต้องเดินมาที่ปราสาทประมาณ 300 เมตร ระหว่างทางเดินเข้าปราสาทจะมีเสาตั้งเป็นคู่ๆ เรียกว่าเสานางเรียง ก่อนการบูรณะจะเหลือเสาไม่กี่ต้นส่วนใหญ่หักเหลือแต่ฐานเสา เสานางเรียงนี้ใช้เป็นจุดยืนของสาวบริสุทธิ์ มายืนโปรยดอกไม้เมื่อพระราชาเสร็จมาทำพิธีที่ปราสาท [/size]



ปราสาทสด๊กก๊อกธมนับเป็นปราสาทขอมที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในไทย สร้างก่อนปราสาทหินพนมรุ้งเสียอีก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15 เพื่อใช้ประดิษฐานรูปเคารพและใช้ประกอบพิธีกรรมตามคติความเชื่อถือในลัทธิศาสนาฮินดู ศิลาจารึก 2 หลัก จารึกด้วยอักษรขอมโบราณเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงอายุการสร้างปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ ตลอดจนบอกถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างจารึกหลักที่ 2 นัยว่าเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่พระเจ้าอาทิตยวรมันที่ 2

ศิลาจารึกแต่เดิมชื่อ ปราสาทภัทรริเกตณะ แปลว่า ที่อยู่ที่อาศัยที่ดี ส่วนสด๊กก๊อกธม นั้น เป็นคำเรียกของชาวบ้านที่หมายถึง ป่ากกในหนองน้ำใหญ่ เท่านั้น





เข้าไปชมด้านใน จะเห็นปรางค์ประธาน ปราสาทแห่งนี้เป็นศาสนสถานของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกายซึ่งนับถือพระศิวะเป็นใหญ่ ปรางค์ประธานเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์อันเป็นรูปเคารพแทนองค์ปพระศิวะ หนึ่งในเทพสูงสุดสามองค์ของฮินดู แต่ศิวลึงค์ถูขโมยไป ปัจจุบันเหลือแต่เพียงฐานโยนีเท่านั้น




มุมที่สวยที่สุดของการถ่ายภาพปราสาทแห่งนี้ ในช่วงหน้าฝนดอกกระดุมเงินกระดุมทองจะบานสวย
หลังจากการบูรณะครั้งใหญ่ที่ผ่านมาปราสาทแห่งนี้ก็เหมือนฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง นักท่องเที่ยวก็เริ่มแวะเวียนเข้ามาชมกันมากขึ้นๆ การเดินทางเข้ามาชมปราสาทแห่งนี้ก็จะเหมือนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน และปราสาทก็จะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีต่อไป

มีประวัติและรายละเอียดเกี่ยวกับปราสาทมากมาย อ่านรีวิวต่อนะคะ [size=16pt]ปราสาทสด๊กก๊อกธม

[/size]
เดินชมปราสาทแล้ว เราทยอยออกมาพักที่รถ เพื่อรอให้สมาชิกมากันจนครบ แล้วออกเดินทางไปยังโรงแรมค่ะ




ทริปนี้เราพักกันที่ โรงแรมอินโดจีน ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีมาตราฐานสุงที่สุดในอรัญประเทศ จะอยู่ใกล้กับตลาดโรงเกลือบริเวณชายแดนด่านปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพื่อเตรียมตัวข้ามไปชมประเทศเพื่อนบ้านในวันพรุ่งนี้กันค่ะ






ได้เวลาของความสนุกสนาน ลุ้นรางวัลกันแล้ว เราไปพร้อมกันที่ห้องจัดเลี้ยง รับประทานอาหารเย็นอร่อยๆ ฟังเพลงเบาๆ กันก่อนค่ะ





คุณอัญชลี วัจนะรัตน์  หัวหน้างานประสานงานภาคกลาง กองตลาดภาคกลาง ททท.ภูมิภาคภาคกลาง ประเดิมรางวัลชุดแรก ด้วยแก้วเก็บอุณหภูมิสีสดใส จากนั้นจับแจกต่อเรื่อยๆ พาวเวอร์แบงค์ ต่อด้วยชุดอุปกรณ์อาบน้ำ บัตรชมภาพยนต์จาก FX  กระเป๋าใบใหญ่จุใจ

[size=16pt]อ่านต่อหน้า 3
[/size]






สำหรับสื่อมวลชนก็ได้ลุ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นพาวเวอร์แบงค์ กระเป๋าเป้ อุปกรณ์อาบน้ำ สนุกสนานกันไปค่ะ



ของยังไม่หมด ก็แจกกันต่อ ใครอยากได้ ก็มาเล่นเกมส์ สนุก ขำ ขำ ฮา...แบบไม่ทันตั้งตัวเลย ตกกระไดพลอยโจรไปตามๆ กัน




ก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อน ถ่ายภาพกันอีกสักหน่อย ว่ายังอยู่ครบนะคร้า...
พรุ่งนี้ต้องเดินทางอีกไกล พักผ่อนกันเร้วหน่อยละกันคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์จ้า






สวัสดียามเช้าสดใส รับประทานอาหาร แล้วออกเดินทางไปที่ด่านเข้าสู่กัมพูชา




เมื่อมาถึงด่าน นำสัมภาระรวมกัน ขึ้นรถเข็น แล้วคณะทัวร์ทยอยเดินเข้าด่านตรวจ ก่อนที่จะออกจากประเทสไทย ขอเก็บภาพความทรงจำกันอีกสักภาพนึง เนอะ






จากนั้นก็เดินขึ้นไปบนอาคารตรวจคนเข้าเมือง ยื่นพาสปอตให้ตรวจ แล้วเดินข้ามแดนเข้าไปยังประเทศกัมพูชา
เพื่อขึ้นรถบัสของทัวร์เจ้าบ้านกัมพูชาค่ะ





ระหว่างทางก็นั่งฟังการบรรยายของไกด์จากกัมพูชา ชื่อคุณฤทธิ์ พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ความสนุกสนาน
แวะระหว่างทาง เข้าห้องน้ำ เลือกซื้อหินเป็นของฝากของที่ระลึก





นั่งรถประมาณ  2 ชัวโมง ระยะทางประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร ถึงตัวเมืองเสียมราฐ มีโรงแรมมากมาย ระดับ 4 -5 ดาว






เรารับประทานอาหารกลางวันกันก่อน ที่ New Lotus Restaurant อาหารที่ร้านนี้เป็นอาหารไทย แต่กุ๊กเป็นคนเขมรค่ะ รสชาติอร่อยดีค่ะ





อิ่มแล้ว เดินทางไปทำบัตรเข้าชมโบราณสถานของกัมพูชา ต้องถ่ายภาพด่วนติดบัตรด้วยค่ะ
บัตรนี้ทำครั้งเดียวเที่ยวชมโบราณสถานได้ทุกที่ในกัมพูชาใน 1 วัน ราคา 20 $ 

จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเดินทางด้วยรถเล็ก เพื่อเข้าชมปราสาทต่างๆ ค่ะ

[size=16pt]อ่านต่อหน้า 4
[/size]



ปราสาทบายน เป็นปราสาทหินของอาณาจักรเขมร อยู่ในบริเวณของใจกลางนครธม สร้างขึ้นเป็นวัดประจำสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  นับเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นการปฏิวัติรูปแบบของการสร้างปราสาทที่มีภาพลักษณ์ต่างจากการสร้างรูปแบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง เป็นเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ที่ล้วนแล้วแต่นับถือศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์

ไกด์บอกว่า เราต้องเดินไปด้วยกัน ไม่เช่นนั้นจะหลงทิศ เพราะ ปราสาทนี้มี 4 ทิศ แต่ละทิศก็เหมือนกันหมด ถ้าเดินไปเรื่อยเปื่อยจะหลงกันได้ค่ะ เราเดินชมกำแพงกันก่อน ตลอดความยาว 35 เมตรและสูง 3 เมตร ถูกสลักเป็นภาพนูนต่ำ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือภาพด้านบน กลางและด้านล่าง แต่ละทิศ แสงภาพไม่เหมือนกันค่ะ
กำแพงด้านทิศตะวันออก
เป็นขบวนทหารและแม่ทัพนายกองส่วนหนึ่งของขบวนทัพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
กำแพงด้านทิศใต้
เป็นภาพสลักยุทธภูมิทางเรือของทัพขอมและทัพจาม การปะทะกันทางเรือของสองทัพอย่างนองเลือด
กำแพงด้านทิศเหนือ
ภาพสลักเล่าเรื่องราวในวังของเหล่าพระราชวงศ์
กำแพงทิศใต้ฝั่งตะวันตก
เป็นเรื่องขบวนทัพของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7






จากนั้นเดินเข้าไปด้านใน แล้วขึ้นไปด้านบนปรางค์ปราสาทบายนกันค่ะ



ปรางค์ปราสาทบายน มีทั้งหมด 54 ปรางค์ สลักเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ทั้งสี่ทิศ รวมแล้วมีทั้งหมด 216 พระพักตร์
ลักษณะพระพักตร์ในยุคบายนนี้ มีเค้าหน้าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่มีสีพระพักตร์ดูอ่อนโยน เพื่อสอดส่องดูแลความทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรของพระองค์ให้อยู่เย็นเป็นสุข มีรอยยิ้มมุมปากเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา รอยยิ้มแบบนี้เรียกว่า " ยิ้มแบบบายน"
ไกด์บอกว่า ให้เราใช้จมูกชนพระนาสิกของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรได้ด้วย เราก็ลองทำดู ปรากฏว่าได้ด้วย นักท่องเที่ยวขอลองกันใหญ่เลยค่ะ เป็นที่ฮือฮา ว่าถ้าไม่ได้ชนจมูก จะถือว่ามาไม่ถึงนะคะ






พระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแล้ว ก็ยังมีนางอัปสรอยู่ตามหน้าต่าง ประตู
ลงมาด้านล่าง จะเห็นระเบียงคตชั้นในที่ยังมีความสมบูรณ์อยู่ ส่วนระเบียงคตชั้นนอก หลังคาส่วนใหญ่พังทลายลงหมด มีแต่เสาศิลาทรายที่ทั้งสี่ด้านของเสามีภาพสลักนูนต่ำของนางอัปสรากำลังร่ายรำ และ

จากภาพจะเห็นว่ามีพระพุทธรูปอยู่ที่กลางอาคารโคปุระด้านหน้าของมหาปราสาทบายน พระพุทธรูปองค์นี้ ซึ่งเป็นที่ยืนยันได้ว่า พระชัยวรมันที่ 7 ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน จริงๆ ซึ่งเดิมเป็นพระพุทธรูปนาคปรก มีการนำพระเศียรของ “พระสุคต” แบบโมทกะหล่อใหม่ เข้ามาซ่อมแซมรูปประติมากรรมเดิมที่ “ถูกทุบทำลาย” ในสมัยพระชัยวรมันที่ 8 ที่ทรงหันกลับมาเลื่อมใสศาสนาฮินดูอีกครั้ง

เราออกมาจากปราสาทบายน แล้วเดินไปขึ้นรถอีกทิศหนึ่ง จึงเห็นได้อีกว่า แต่ละทิศก็สวยไม่เหมือนกัน ถ่ายภาพสิครับ จะรออะไร แล้วก็ไปยังปราสาทต่อไปค่ะ






จากนั้นไปชม ปราสาทนครวัด ซึ่งเป็น ๑ ใน ๗ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศกัมพูชา และเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม ภายใต้ชื่อ "พระนคร" เมื่อปี พ.ศ. 2535 จากองค์การยูเนสโก
ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.๑๖๕๐ –๑๗๒๐ โดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ เพื่อบูชาแด่พระวิษณุหรือ พระนารายณ์ และเป็นที่เก็บพระศพของพระองค์ เพราะทรงนับถือไวษณพนิกาย บูชาพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นเทพสูงสุด จึงสร้างสุสานเป็นปราสาทอุทิศให้พระวิษณุ โดยเชื่อว่าเมื่อพระองค์สวรรคตแล้วจะทรงกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกับพระวิษณุสถิตอยู่ในนครวัดแห่งนี้ตลอดไป ด้วยเหตุนี้นครวัดจึงถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก

นครวัดมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่มาก ถึง 200,000 ตารางเมตร ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร  มีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน ใช้แรงงานคนนับแสน และช้างกว่า 40,000 เชือก ชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี
ขอบคุณข้อมูลและภาพทางอากาศจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/นครวัด





การเข้าชมปราสาทนครวัด จะให้ได้ภาพสวยงามควรเป็นเวลาช่วงบ่ายถึงเย็น เพราะปราสาทนครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ทางเข้าชมนครวัดจะมีคูน้ำขนาดใหญ่อยู่รอบด้าน เรียกว่าบาราย ซึ่งปัจจุบันก็ยังสามารถใช้เก็บน้ำได้เป็นอย่างดีค่ะ

เราเดินผ่านสะพานหินเข้าไปมีบางช่วงเกิดการทรุดตัวไปบ้างแล้วจึงเดินได้ข้างเดียว เห็นกำแพงชั้นแรกเรียกว่าโคปุระ จุดนี้ก็ต้องหยุดถ่ายภาพกันอีกแล้ว แม้ว่าคนจะเดินกันขวักไขว่ แต่ก็ต้องรอช่วงจังหวะเหมาะๆ ให้คนน้อยที่สุด คืออยากได้ภาพสวยๆ ก็ต้องอดใจรอกันนิดนึงนะคะ
โคปุระจะมีทางเข้าไปยังปราสาท 3 ประตู เราเลือกไปเข้าทางด้านขวา ซึ่งมีประติมากรรม "พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี 8 กร” ในพระพุทธศาสนา ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างมาไว้ที่นี่  แต่เมื่อถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ก็ถูกคัดแปลงให้กลายเป็นพระวิษณุ 8 กร ในศาสนาฮินดูไปซะงั้น เราสักการะแล้วก็เดินไปชมด้านข้างของโคปุระ เห็นแสงสวยดีก็เลยถ่ายรูปจึงเดินช้ากว่ากลุ่มเลยค่ะ







จากตรงนี้ไป นักท่องเที่ยวต่างก็แยกย้ายกันเดินเป็นกลุ่มๆ กันไปแล้วค่ะ ใครใคร่เดินไปทางไหนก็เอาที่สบายใจเลยนะคะ เมื่อเดินออกจากโคปุระเราก็จะต้องเดินยาวๆกันอีกครั้ง ทางเดินนี้เรียกว่า สะพานนาค เป็นทางเดินที่เข้าสู่ระเบียงคดชั้นแรก มีบรรณาลัยหรือหอสมุดอยู่ระหว่างทาง ทั้ง 2 ด้าน
เดินถัดจากหอสมุดไปจะเข้าสู่ระเบียงคดประตูกลาง ไกด์พาเราเดินลงไปยังบ่อน้ำด้านข้าง จุดนี้เองเป็นไฮไลท์ ที่จะเห็นปราสาทนครวัดสะท้อนน้ำค่ะ
ด้านข้างมีร้านค้า ร่มรื่นลมพัดเย็นสบาย มีเก้าอี้บริการให้นั่งพักขากันนิดนึง เย๊ เรามาได้ครึ่งทางแล้ว จากนี้ไปเราก็จะตามหานางอัปสรากันแล้ว






เราเดินไปด้านข้างเพื่อขึ้นสู่ระเบียงคด ด้านข้างซ้าย มีบางส่วนกำลังบูรณะอยู่ค่ะ
หัวใจของการชม นครวัด Angkor wat คือการชมภาพสลักบนหินในปราสาทและพื้นที่โดยรอบ และภาพสำคัญที่ปรากฎอยู่รอบระเบียงคดชั้นแรกเป็นภาพแกะสลักนูนต่ำ เป็นมหัศจรรย์แห่งพลังของมนุษย์ ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน และใช้เวลาถึง 40 ปี มีพื้นที่รวมทั้งหมดราว 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนับได้ว่าเป็นบนระเบียงคดหินทรายศิลปะขอมที่ใหญ่และยาวทีสุดในโลก

ภาพสลักบนระเบียงคดแบ่งเป็น 8 เรื่องราวได้แก่
1 ภาพสลักเรื่องมหาภารตยุทธ ตอนการยุทธที่ทุ่งกุรุเกษตร
2 ภาพสลักขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 "กองทัพเสียมกุก" มีเรื่องราวเกี่ยวกับชาวสยามด้วยค่ะ
3 ภาพสลักแดนสวรรค์โลกมนุษย์และขุมนรก
4 ภาพสลักตำนานการกวนเกษียรสมุทร ของเหล่าเทวดาและอสูร
5 ภาพสลักพระนารายณ์ทำสงคราม
6 ภาพสลักพระนารายณ์ในปางของพระกฤษณะ กำลังปราบท้าวพนาสูร
7 ภาพสลักเหล่าทวยเทพร่วมกันต่อกรกับอสูร เรียกว่า"เทวาสุรสงคราม"
8 ภาพสลักศึกกรุงลงกา ตอนหนึ่งในรามายณะนารายณ์ในปางของพระราม





เมื่อเดินผ่านประตูของระเบียงคดเข้าไป จะเห็นบารายรอบตัวปราสาทชั้นใน มีบันไดขึ้นสู่ตัวปราสาท รอบๆ ปราสาทนี้มีระเบียงคดชั้นในที่มีภาพสลักนางอัปสราอยู่รอบๆ และที่ปรางค์ประธาน

ปรางค์ประธาน สูง 60 เมตร ยาว 100 เมตร และกว้าง 80 เมตร มีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม มีปราสาท 5 หลังตั้งอยู่บนฐานสูง เป็นศูนย์กลางจักรวาล มีกำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบ มหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ตามหลักภูมิจักรวาลของฮินดู อันถือว่าเขาพระสุเมรุเป็นแกนของจักรวาล มีทวีปทั้ง 4 ประกอบอยู่ 4 ทิศ ผุดขึ้นท่ามกลางมหานทีสีทันดร (มหาสมุทร)

มีทางเดินขึ้นที่ชันมาก ประมาณ 50 องศา เมื่อก่อนผู้ที่จะขึ้นไปต้องค่อยๆ ไต่แบบคลานขึ้นไปแต่มีเหตุคนตกลงมาบาดเจ็บและถึงกับเสียชีวิตก็มี ปัจจุบันจึงทำบันไดให้เดินขึ้นไปอย่างปลอดภัยค่ะ แต่คนรอคิวกันขึ้นเยอะมาก ทีแรกเดินเข้ามาก็ งงมาก ว่าเขาต่อคิวทำอะไรกัน แต่พอเดินไปเรื่อยๆ ก็ เห็นทางขึ้น อ๋อ เขาต่อคิวกันขึ้นบนปรางค์ประธานนี่เอง ถ้าเราต่อคิวด้วยคงไม่ทันเวลา ขอเป็นโอกาสหน้าละค่ะ ถ้ามีบุญได้มาอีกครั้ง  ไกด์เล่าว่าด้านบนจะมองเห็นวิวที่สวย เป็นที่เก็บพระศพของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงแต่ร่องรอย และมีภาพนางอัปสราลิ้นสองแฉก กับนางอัปสราใส่เหล็กดัดฟัน





เราเดินชมนางอัปสราบริเวณกำแพงรอบปรางค์ประธานกัน ซึ่งนางอัปสราที่นครวัดนี้ มีมากถึง 1636 ตน
นางอัปสรา กำเนิดมาจากพิธีการกวนเกษียรสมุทร ของเหล่าเทวดาและอสูร เพื่อให้ได้น้ำอมฤต และก่อนที่จะได้น้ำอมฤต ได้เกิดนางอัปสรนับหมื่น นับแสนนาง ผุดขึ้นเหนือน้ำ เหล่าเทวดาจึงได้นำนางอัปสราเหล่านั้น มาเป็นผู้รับใช้เทพเจ้า แห่งเทวสถาน นั่นเอง

เป็นการแกะสลักนางอัปสราที่งดงามอ่อนช้อยราวกับมีชีวิตจริง อัปสราแต่ละนางมีใบหน้า เครื่องแต่งกาย ทรงผม ทรงหน้าอกหน้าใจเล็ก-ใหญ่ แหลม-กลมต่างกัน  และกิริยาแตกต่างกันไป ไม่ซ้ำกันเลยค่ะ อึ้งหนักมาก สุดยอดมากๆ ถือว่าช่างแกะสลักต้องมีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สูงมากจึงสามารถออกแบบอัปสราที่แตกต่างกันได้มากขนาดนี้ อัปสราที่ดังๆ ก็เช่น อัปสราเซเลอร์มูน  อัปสราเซ็กซี่นุ่งมินิสเกิร์ต  อัปสราลิ้นสองแฉก อัปสราใส่เหล็กดัดฟัน  อัปสรายิ้มเห็นฟัน อัปสรากอดคอเพื่อน  อัปสราคล้องแขนกัน  อัปสราร่ายรำ ดูจากภาพที่ถ่ายมาก็จะเห็นตามที่ได้กล่าวมา เสียดายว่ามีเวลาน้อย จึงถ่ายภาพมาได้เพียงเท่านี้ค่ะ ใครอยากดูว่ามีแบบไหนอีกก็ลองหาเวลามาเดินชมให้จุใจไปเลยค่ะ

ดูภาพแล้ว [size=16pt]คลิกอ่านต่อหน้าสุดท้ายเลยจ้า
[/size]






ระเบียงทางออกจะเรียงรายไปด้วยพระพุทธรูป และเทวรูป บางองค์ถูกตัดเศียรไป เนื่องด้วยในสมัยที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 นั้นนับถือศานาฮินดู จึงทำลายและดัดแปลงพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งนับถือพระพุทธศานานั่นเองค่ะ

เดินออกมาจากปราสาทนครวัด ยังมีนักท่องเที่ยวทยอยกันเดินเข้าไปกันอย่างไม่ขาดสายเลยค่ะ 
คณะเรานัดพบกันที่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่  เพื่อเดินทางไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร tonle mekong






ร้านอาหาร tonle mekong เป็นร้านอาหารนานาชาติ มีอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ไอศกรีม หลากหลาย เป็นแบบบุฟเฟต์ เลือกทานได้ตามสบาย






ระหว่างรับประทานอาหารก็ชมการแสดงบนเวที มีการแสดงทั้งหมด 5 ชุด ไฮไลท์ของการแสดงคือรำนางอัปสราอ่อนช้อยสวยงามมากค่ะ






รับประทานอาหารแล้ว เราไปเดินช็อปปิ้งกันที่ตลาดซาจ๊ะ เดินตอนกลางคืนสบายๆ ชิลชิลกันไป ไม่ร้อนค่ะ
ที่ตลาดซาจ๊ะ เป็นตลาดขายของฝาก ของที่ระลึก เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ เสื้อยืดลายต่างๆ เกี่ยวกับกัมพูชานี่ราคาไม่แพง ใครมาที่นี่ต้องซื้อติดกลับไปกันเกือบทุกราย สินค้าที่ตลาดซาจ๊ะ ราคาจะถูกกว่าที่ตลาดโรงเกลือนิดหน่อย อยู่ที่ว่าใครจะต่อราคาได้มากน้อยแค่ไหนค่ะ

ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋าผ้า เป็นของขึ้นชื่อที่ตลาดซาจ๊ะ ราคาก็ถูกกว่าในเมืองไทย ไกด์บอกว่าของที่ตลาดนี่ต่อรองราคากันได้เลยตามความพอใจ แม่ค้าใจดี
ถ้าต่อราคาแล้วแม่ค้าไม่ลดให้เท่าที่เราต้องการ ก็ไปร้านอื่น ก็จะมีเสียงจากแม่ค้าคนนั้นตามหลังมาว่ากี่บาท เราพอใจก็กลับไปซื้อ ถ้าไม่พอใจก็เดินไปร้านต่อไปได้เลยค่ะ เพราะสินค้าที่ตลาดซาจ๊ะมีเหมือนกันหลายร้านค่ะ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะไม่ได้ของที่ต้องการจ้า






อีกด้านนึงของตลาดซาจ๊ะเป็น Night Market คล้ายๆ ตรอกข้าวสารในเมืองไทย ฝั่งนี้จะเป็นแหล่งบันเทิง ผับ บาร์ ร้านขายสินค้าแบรนด์เนม ร้านอาหารซีฟู้ด ร้านสปา ร้านนวดแผนโบราณ สปาปลา






หมดเวลาเดินชิลแล้ว เราเข้าพักกันที่ โรงแรม  Apsara  Holiday  Hotel เป็นโรงแรม 5 ดาว หรูหราใจกลางเมืองเสียมราฐเลยค่ะ ใครที่ยังเดินเที่ยวตลาดไม่จุใจ หรือยังหลงแสงสีอยู่ ก็เก็บกระเป๋า อาบน้ำให้สดชื่นแล้วสามารถออกไปเที่ยวต่อได้เลยค่ะ
ชมในห้องพักกันก่อน ห้องสะอาดดี สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน






อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ชมพระอาทิตย์มาจ๊ะเอ๋กันที่หน้าต่างของห้องพักกันเลยทีเดียว ตรงกลางหน้าต่างเป๊ะเลย แหม ฟินกันสุดๆ ทั้งๆ ที่เราไม่คิดว่าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ที่ไหนเพราะเราอยู่ในเมือง คงไม่ได้เห็นกันอยู่แล้ว เป็นเช้าในต่างแดนที่ดีงามสุดๆ ค่ะ
เก็บสัมภาระแล้วลงไปรับประทานอาหารที่ห้องอาหารสุดหรู อลังการ แต่อาหารธรรมดา นานาชาติ ทานไปก่อนละกัน เพราะเดี๋ยวเราจะต้องเดินทางอีกไกล

ก่อนออกจากโรงแรม เดินชมรอบๆ ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันนิดนึงจ้า






ระหว่างทางกลับเข้าสู่ไทย ได้แวะเข้าห้องน้ำ อุดหนุนสินค้าชาวบ้านกัน แมลงทอดเอย เครื่องดื่มเอย ขนมเอย แวะซื้อหินขัดตัว ขัดเท้า รูปหัวใจรูปต่างๆ ติดมือกลับบ้านเป็นของฝากกันไป หนักดี ผลไม้ดองของเขมรนี่ใช้น้ำจิ้มตั้ง  4 แบบ สีสันแสบทรวงกันเลยทีเดียว ป่ะขึ้นรถเดินทางกันต่อจ้า

ถึงด่านเข้าเมืองไทย มีร้าน Duty Free ให้เราแวะช็อปแบบราคาถูกกว่าในไทย หิ้วข้ามกลับเข้าไทยได้ สินค้าปลอดภาษีที่เราซื้อและสามารถถือเข้ามาเมืองไทยได้นั้น มีจำนวนจำกัดนะจ๊ะ ถ้าใครจะซื้อก็ลองถามไกด์ หรือดูป้ายที่เขาติดไว้ก่อนนะคะ เช่น บุหรี่พกได้คนละ 1 หีบ เบียร์อังกอร์พกได้ 4 กระป๋อง
เพราะเราก็ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองกันอีกครั้งเพื่อแสดงตัวว่าเรากลับเข้ามาแล้วตามวันเวลาที่เราของออกไปจ้า กระเป๋าที่เราใส่ของก็จะต้องผ่านเครื่องสแกน  มิสามารถรอดไปได้ถ้าเราซื้อเกิน ใครอยากซื้อมากหน่อยก็สามารถให้เพื่อนซื้อละกัน แค่นี้เข้าใจตรงกันนะ






ผ่านด่านแล้ว นำกระเป๋าขึ้นรถตู้ที่จอดรอที่ฝั่งไทย แล้วไปรับประทานอาหารกันก่อน กลุ่มนึงจะไปทานที่ร้านยายต๊าม ส่วนกลุ่มของเราก็แยกมาทานที่ร้าน ครัวแมกไม้
ร้านครัวแมกไม้ บรรยากาศป่ามาก แต่รสชาติอาหารอร่อยดีนะคะ เจ้าหน้าที่เล่าว่า เมื่อก่อนร้านนี้ปังมาก แต่พอชายแดนเจริญขึ้น ทำให้มีร้านอาหารอื่นมาตั้งดักนักท่องเที่ยวไปหมด ร้านก็เลยดูซบเซาลงค่ะ

อิ่มอร่อยกันพอสมควรแล้ว เราเดินทางกลับไปที่ชายแดนกัมพูชาอีกครั้ง เพื่อเดินช็อปปิ้งที่ตลาดโรงเกลือ มีเวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น... แต่เราก็ได้สินค้าที่หมายตาไว้ว่าจะมาซื้อกันพอสมควรเลยล่ะจ้า

ได้ของที่ถูกใจแล้วกลับมาที่รถแล้วออกเดินทางกลับ กทม.โดยสวัสดิภาพค่ะ






ขอขอบคุณ
ททท.ภูมิภาค ภาคกลาง กองตลาดภาคกลาง
สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท)
[size=18pt][b]Silver Stone tour เที่ยวไหน ดี

และผู้สนับสนุน ทริปขับรถเที่ยวสุขกลางใจใกล้แค่เอื้อม
[/b][/size]

สำหรับใครที่อ่านรีวิวแล้วสนใจจะไปร่วมทริปกับเรา ยังมีอีก 2 เส้นทางนะจ๊ะ
เส้นทางที่ 3 แรลลี่ [size=18pt]เส้นทางกรุงเทพฯ - นครปฐม - กาญจนบุรี
วันที่ 30  เมษายน - 1 พฤษภาคม 2559
เปิดจองแล้ว รีบจองเลยที่ ซิลเวอร์สโตนทัวร์
สายด่วน 0 2704 7067 , 081 635 3755 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจ้า


เส้นทางที่ 4 แรลลี่ เส้นทางกรุงเทพฯ - ลพบุรี - สิงห์บุรี - ชัยนาท
วันที่ 23 -  24 กรกฎาคม 2559

อ่านจบแล้ว ยาวมากเลย ขอบคุณที่อ่านหรือเลื่อนดูภาพมาจนจบ พบกันใหม่ทริปหน้านะคร้า




ความคิดเห็นบนเฟสบุค