เที่ยวแม่ฮ่องสอนหน้าฝน ซนบนซูตองเป้ ไปเท่ห์แม่ลาน้อย

C:-)
ฮัลโหล สวัสดีครับ
ไม่ได้เขียนเรื่องราวท่องเที่ยวสนุกๆ ในช่วงหน้าฝนมาซะนาน อย่างน้อยก็ 1 ปี  >:D หน้าฝนคนไปเที่ยวน้อยจัง บางคนไม่รู้จะไปไหน บางคนว่าหน้าฝนไม่สวยรอหน้าหนาวดีกว่า แต่ความเป็นจริงๆ ในช่วงหลังๆ มานี้ การท่องเที่ยวหน้าฝนเริ่มนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ภาพสวยๆ ของธรรมชาติที่เราเห็นบนเว็บ ก็มาจากช่วงหน้าฝนซะส่วนใหญ่ หน้าฝนมีโอกาสเห็นทะเลหมอกได้มากกว่าหน้าหนาวซะอีก หลายคนบอกว่าหมอกหน้าฝนสวยกว่าหมอกหน้าหนาว อันนี้แล้วแต่ทัศนะ ส่วนหนึ่งที่เราเลือกไปเที่ยวหน้าฝนเพราะว่าสถานที่ที่เราจะไปมีทุ่งนามาเกี่ยวด้วย ภาพทุ่งนาสวยๆ เขียวๆ ต้องไปหน้าฝนเท่านั้นถึงจะได้เห็น

เส้นทางขับรถเที่ยวที่เราจะนำเสนอวันนี้ ก็คือ แม่ฮ่องสอน เน้นๆ ที่แม่ฮ่องสอนเลย เพราะไปปายกันบ่อยมากแล้ว อยากลองไปดูสิว่าตัวเมืองแม่ฮ่องสอนมีอะไรให้เที่ยวบ้าง

เราใช้เส้นทางเชียงใหม่ ปาย แม่ฮ่องสอน เพื่อที่จะพิชิตโค้งพันกว่าโค้ง เลยเชียงใหม่ไปแม่ริม เลยไปสามแยกที่แม่มาลัยเลี้ยวไปปาย เป็นเส้นทางตามสูตรที่ใช้กันมานาน ออกจากกรุงเทพฯ เย็นวันพฤหัสบดี ไปเช้าที่เชียงใหม่ พอเลี้ยวซ้ายสามแยกแม่มาลัยไปอีกไม่ไกลก็เจอรถขายข้าวเหนียวหมูปิ้งเลยซื้อติดรถไปกินรองท้องระหว่างทางแล้วค่อยไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันแบบจัดหนักอีกที

หลังจากซื้อหมูปิ้งคนละชุด ก็ออกเดินทางกันต่อไป สายหมอกในยามเช้าล่องลอยไปมาเรี่ยๆ กับยอดเขาเป็นภาพที่สวยงามสำหรับนักเดินทางอย่างเราๆ เราก็มองหาสถานที่ที่จะอยู่ในมุมสูงพอที่เราจะขึ้นไปเก็บภาพกันได้บ้าง มาเจอเอาวัดแห่งหนึ่ง น่าเสียดายที่จำชื่อวัดไม่ได้ด้วยความรีบที่จะขึ้นมาเก็บภาพพอได้ภาพสายหมอกสวยๆ ก็เข้าไปทำบุญในโบสถ์แล้วเดินทางกันต่อ




เส้นทาง 1095 เชียงใหม่ - ปาย 700 กว่าโค้ง ยังคงมีมุมสวยๆ ให้เราได้แวะเก็บภาพกันอีก ตรงไหนพอจะจอดได้อย่างปลอดภัยเราก็จอด เก็บภาพเสร็จก็ไปกันต่อ ระยะทางไม่ถึง 100 กิโลเมตรดี จากเชียงใหม่มาปาย แต่ใช้เวลากันชั่วโมงกว่าๆ พอมาถึงปายเราไม่ใช้เส้นทางมุ่งตรงเข้าตัวเมืองด้วยเหตุว่ามากันหลายครั้งแล้ว เลยลองเปลี่ยนไปเข้าน้ำพุร้อนท่าปายแล้ววิ่งถนนในหมู่บ้านไปเรื่อยๆ ทะลุถนนตรงทางขึ้นวัดพระธาตุแม่เย็น ถนนสายนี้เพิ่งเคยมาครั้งแรกวิวเมืองปายเวลามองจากอีกด้านหนึ่งสวยกว่าที่เคยเห็นจากมุมเก่าๆ ทุ่งนาเขียวขจีมีฉากหลังเป็นแนวเขา กองฟางเล็กๆ แล้วก็ต้นข้าวโพดอยู่เป็นฉากหน้า เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้กลุ่มเราจอดรถเก็บภาพกันอย่างมีความสุข ช่วงเวลาของการพักผ่อนของเราในหน้าฝนช่างเต็มไปด้วยภาพที่สวยงามไปทุกที่





พอมาถึงตัวเมืองปายเราหมายมั่นว่าจะหาข้าวอร่อยๆ กินหลังจากรองท้องด้วยข้าวเหนียวหมูปิ้งท่าทางจะไม่เพียงพอ ร้านอาหารอร่อยๆ ในปายหลายคนก็คงรู้จักมาบ้าง แต่ทุกร้านที่เรานึกชื่อขึ้นมาได้ต่างก็ยังไม่เปิด คงเป็นเพราะวันนี้วันศุกร์ และเป็นหน้าฝนคนเที่ยวน้อยร้านค้าก็เปิดน้อยเป็นธรรมดา ท้ายสุดร้านที่เรานึกได้อีกร้านก็คือ ครัวตายาย อยู่ชานเมืองไกลออกไปพอสมควร อธิบายเส้นทางจากในเมืองจะงงกันเปล่าๆ วิ่งออกไปเส้นเลี่ยงเมืองปายตรงสามแยกวัดป่าเมืองปาย ขับไปตามทางเข้าเมืองปายไม่ไกลจะมีทางแยกขวามือมีตึกแถวเรียงๆ กันเยอะๆ เลี้ยวขวาเข้าไปขับตรงไปเรื่อยๆ จะมีครัวตายายเหมือนเพิงอยู่ขวามือ อาหารร้านนี้อร่อย ทัวร์ออนคอนเฟิร์มครับผม  :-*


ปกติสำหรับคนที่ตั้งใจมาเที่ยวปายมาถึงนี่แล้วก็คือจบการเดินทางช่วงแรกต่อจากนี้ก็เที่ยวพักผ่อนตามอัธยาศัย สำหรับกลุ่มเราที่มุ่งหน้ามาเที่ยวแม่ฮ่องสอน นี่คือครึ่งทางเท่านั้นจากเชียงใหม่เรายังต้องไปอีกเท่าตัวกับที่เราขับมา เส้นทางสายนี้ผ่านอะไรกันบ้างหลายคนก็รู้ดีอยู่แล้ว ส่วนหลายคนที่ยังไม่เคยมาก็จะเล่าพอสังเขปเอาเฉพาะจุดใหญ่ๆ ได้แก่ จุดชมวิวปางมะผ้าใครมาก็ต้องจอด อย่างน้อยคนขับเองนี่แหละก็จะจอดหากาแฟสักแก้วเพิ่มความสดชื่นแล้วไปกันต่อ จุดชมวิวนี้หลายปีก่อนจะเห็นวิวที่สวยงามแต่ตอนนี้ต้นไม้หลายต้นมันโตขึ้นๆ จนบังวิวไปมากแล้ว ส่วนหน้าหนาวเราจะได้เห็นบัวตองกลุ่มเล็กๆ ออกดอกเหลืองสะพรั่งเวลาถ่ายรูปถนนที่เรากำลังจะเดินทางไปเป็นแนวโค้งอยู่ด้านล่างมีบัวตองประดับภาพสวยดีบนนี้พระอาทิตย์ตกก็สวยวันไหนผ่านมาช่วงเวลาเย็นลองวางแผนรอพระอาทิตย์ตกบนนี้ก็ดีเหมือนกัน



จากนั้นขับกันไปเรื่อยๆ เส้นทางที่เราเห็นบนจุดชมวิวปางมะผ้าก็รู้ว่าเส้นทางนี้เป็นขาลง ลงๆๆๆๆ มาเรื่อยๆ จนถึงพื้นราบกลางหุบเข้า ผ่านหมู่บ้านตำบลสบป่อง ที่เราเคยไปเที่ยวตะลุยถ้ำกันมาหลายถ้ำ ถ้ำลอด รีสอร์ทสวยๆ ที่อยากจะมานอนสักครั้งชื่อ The Rock แต่ก็ไม่มีเวลามาสักที ขับตรงไปเรื่อยๆ จะถึงโครงการวิจัยเกษตร ที่มีงานวิจัยเรื่องพันธุ์ข้าว ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จอดถ่ายรูปทุกทีเลย วิวสวยแบบนี้ไม่จอดไม่ไหวละ  :D



จากนั้นเราก็ต้องขึ้นเขาอีกครั้ง เหลือระยะทางไปแม่ฮ่องสอนประมาณ 60 กิโลเมตร ขับๆ ไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ ดีจังที่วันนี้ฝนไม่ตกถนนไม่ค่อยมีรถ เพิ่งรู้ว่าเที่ยวหน้าฝนมีประโยชน์หลายอย่างเหมือนกันไม่ต้องแย่งอะไรกับใคร ที่พักก็ว่าง ร้านอาหารก็โล่งสบาย ที่เที่ยวก็ไม่มีคนเดินไปเดินมาตัดหน้ากล้องถ่ายรูปอะไรก็สบายไปหมด จุดชมวิวลุกข้าวหลามเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวของเส้นทางสายนี้ มีตลาดของชาวเขาเอาของมาขาย แต่หน้าฝนดูเหมือนว่าไม่ค่อยมีร้านเปิด บางร้านปิดยาวจนกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวของตำลึง ต้นไม้ที่อยู่ที่ระเบียงสำหรับชมวิวก็โตขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปคงบังจนหมดแล้วก็กลายเป็นจุดพักรถธรรมดาๆ ในที่สุด แต่นี่ก็เป็นกระบวนการทางธรรมชาติไม่ตัดต้นไม้เพื่อเปิดวิวให้ถ่ายรูปแค่รูปเดียวน่าจะเป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว



จากนั้นเราก็ขับเข้ามาจนถึงที่หมาย อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มาจากปายทางแยกเข้าปางอุ๋ง บ้านรักไทย และเป็นทางเดียวกันกับที่เข้าหมู่บ้านกุงไม้สัก อันเป็นที่ตั้งของสะพานซูตองเป้ด้วย ทางแยกนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 12 กิโลเมตร (วัดจากทางแยกไปถึงทางขึ้นพระธาตุดอยกองมูละกัน) แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาสำหรับการไปเก็บภาพสะพานซูตองเป้ของเรา เราก็เข้าตัวเมืองแวะปั๊มปตท. ล้างหน้าล้างตาเข้าห้องน้ำซื้อขนม เพื่อที่จะไปเที่ยวกันต่อ ออกจากปั๊มขับไปต่อไปจนถึงประตูเมืองมีทางแยกขวามือเป็นเส้นทางที่เราจะไปท่าเรือเพื่อไปบ้านกะเหรี่ยงคอยาวห้วยปูแกง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าบ้านน้ำเพียงดิน  ^==" น่าจะเป็นเพราะพื้นที่บริเวณนี้เป็นตำบลผาบ่อง ใกล้หมู่บ้านน้ำเพียงดินอันเป็นเขตชายแดนของไทย แต่ส่วนที่กะเหรี่ยงอยู่อาศัยกันเรียกว่าหมู่บ้านห้วยปูแกง เราแวะท่าเรือแรกท่าห้วยโป่งแดง แต่ดูวังเวงไม่เห็นมีคนมาเที่ยวกันเลยคงเพราะวันนี้เป็นวันศุกร์ อาคารต่างๆ ก็เหมือนไม่ค่อยมีคนมาเปิดใช้ เลยถอยออกมาแล้วขับไปตามถนนอีกรอบ ผ่านรีสอร์ทบ้านวิวน้ำที่เป็นที่พักของเราในทริปนี้แต่ยังไม่จำเป็นต้องไปเช็คอินตอนนี้เราขับเลยไปที่บ้านห้วยเดื่อที่จะมีท่าเรืออีกแห่งหนึ่ง ที่นี่เปิดให้บริการตามปกติ เป็นท่าเรือเรียบง่าย มีห้องจ่ายตังค์เอาเสื้อชูชีพ อีกด้านมีร้านขายของเล็กๆ เครื่องดื่มกับโปสการ์ด เห็นมีคนมาเที่ยวก่อนเราเพิ่งจะกลับมาถึงท่าเรือเป็นชาวต่างชาติ เราก็ไปถามค่าเรือจ่ายค่าเรือ 1 รอบ 600-700 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนคน แล้วใส่เสื้อชูชีพออกเดินทางได้เลยจ้า

ตรงท่าน้ำที่จะลงเรือมีป้ายไม้น่าสนใจอันหนึ่งเขียนว่า ฮับหุมจมต้อน เราเดากันเอาเองว่าน่าจะแปลว่ายินดีต้อนรับนั่นแหละ ภาษาเค้าน่ารักดี เอาละออกเดินทางกันได้แล้ว...

เส้นทางล่องเรือสายนี้เป็นสายน้ำไหลขับไปตามกระแสน้ำทำเวลาได้ดีตอนขาไป ส่วนขากลับขับทวนน้ำก็นานกว่านิดหน่อย สายน้ำไหลโค้งลัดเลาะไประหว่างเขาเล็กๆ ต้นไม้หน้าฝนอวดสีเขียวกันใหญ่ถ่ายรูปไปทางไหนก็สวยไปหมด สายหมอกสีขาวมาช่วยแต่งเติมภาพบนยอดเขาบรรยากาศสุดบรรยาย






ใช้เวลาบนเรือประมาณ 20 นาที (6 กิโลเมตร) ก็มาถึงหมู่บ้านห้วยปูแกง หมู่บ้านเล็กๆ สร้่างบ้านแบบเรียบง่ายด้วยไม้มุงด้วยใบไม้แห้ง บางหลังเริ่มพัฒนามามุงด้วยสังกะสีแต่ยังไม่มาก มีทั้งหมดไม่กี่หลังคาเรือนเดินนับเอาได้เลย ก่อนถึงหมู่บ้านสายน้ำจะโค้งไปทางซ้ายในฤดูน้ำเชี่ยวเหมือนกับที่เรามาเรือจะปล่อยให้ไหลไปตามน้ำก่อนที่จะปัดท้ายตีวงเข้าจอดทำเอาตื่นเต้นนิดๆ หลังจากที่นั่งชิลกันมานานแล้ว

บ้านห้วยปูแกงทุกๆ บ้านเป็นบ้านของกะเหรี่ยงคอยาว แต่พอมารุ่นหลังๆ เค้าไม่ค่อยใส่ห่วงกันเท่าไหร่เพราะการใส่ห่วงเป็นความสมัครใจ แต่ละบ้านจะมีผ้าฝ้ายทอมากมายหลายแบบหลายสีให้เลือกอุดหนุน กะเหรี่ยงคอยาวจะมาต้อนรับเราเป็นอย่างดี มีหลายคนตั้งข้อสังเกตุว่า บ้านห้วยปูแกงเป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ยังคงวิถีดั้งเดิมอยู่มากถ้าเทียบกับที่อื่น เพราะที่นี่นักท่องเที่ยวไม่เดินทางมากันมากเหมือนที่อื่นๆ ที่รถเข้าถึงซึ่งก็น่าจะเป็นดังที่ว่า เรารู้สึกว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เราก็มาถ่ายรูปกะเหรี่ยงคอยาว สภาพความเป็นอยู่ วิถีชีวิต เดินชมธรรมชาติ และเลือกซื้อผ้าเป็นการอุดหนุนชาวบ้าน




เราเดินชมหมู่บ้านนี้กันอย่างใจเย็น กะเหรี่ยงคอยาวบางคนก็นั่งทอผ้า บางคนก็เลี้ยงลูก บางคนก็เล่นดนตรีเชิญเราเข้าไปชมผ้าในร้าน ถ่ายรูปได้ตามอัธยาศัย สิ่งหนึ่งที่เราประทับใจเอามากๆ สำหรับหมู่บ้านแห่งนี้ก็คือความสะอาด ตลอดทางที่เราเดินไปตามหมู่บ้านไม่เห็นขยะเลยแม้แต่ชิ้นเดียว พื้นดินหน้าบ้าน ทางเดินกลางหมู่บ้าน แม้แต่ใบไม้ร่วงก็ยังหายาก เดินสุดหมู่บ้านจะมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา ตรงกลางหมู่บ้านมีลานแสดงของชาวเขาสำหรับต้อนรับแขก และใช้เป็นศาลาอเนกประสงค์ของหมู่บ้าน มีภาพกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน






กลับจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวเวลาของวันแรกทริปนี้ยังคงเหลือเยอะเราวางโปรแกรมชิลๆ อยู่แล้ว เลยลองแวะไปที่วัดผาบ่อง เพราะเห็นยอดเจดีย์ทองๆ ลิบๆ ตอนที่ขับออกมาจากท่าเรือ มาถึงวัดแดดออกจ้าเลยเพราะฝนเพิ่งตกก่อนที่เราจะไปถึงบ้านกะเหรี่ยงคอยาว วัดนี้ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังแต่วิวก็สวยดี



จากนั้นเราก็เดินทางย้อนกลับเส้นทางเดิม จุดหมายต่อไปของโปรแกรมคือการชมพระอาทิตย์ตกที่ Before Sunset ร้านกาแฟวิวดีบนเขาวัดพระธาตุดอยกองมูนั่นเอง แต่เวลายังเหลืออยู่เยอะ ก็เลยแวะเข้าไปเช็คอินเก็บของพักผ่อนกันนิดหน่อยที่รีสอร์ทบ้านวิวน้ำ รีสอร์ทบรรยากาศสงบไม่ไกลจากตัวเมืองมาก ด้านหน้าติดน้ำ อีกฝั่งของแม่น้ำเป็นภูเขา บ้าน 2 หลังของเรามองไปหน้าบ้านวิวสวยมาก บรรยากาศเหมาะสำหรับการพักผ่อนส่วนอีกหลังขยับเข้ามาด้านในแต่เดินไม่กี่ก้าวก็ไปถึงบ้านเพื่อนๆ ที่อยู่แถวหน้าได้แล้ว ที่นี่ลานกางเต็นท์และบ้านต้นไม้ให้ขึ้นไปนั่งพักผ่อนรับลมเย็นๆ ได้อีกบรรยากาศหนึ่งแบบชิลๆ ในที่นี้ขอยังไม่พาทัวร์รีสอร์ทแบบละเอียด เพราะเราจะรีวิวในห้องทัวร์ออนคอนเฟิร์มบริการโดนใจไปมาจริง อีกทีครับ จะให้ชมภาพกันเต็มที่ไปเลย บ้านวิวน้ำ แคมปิ้ง แอนด์ รีสอร์ท




พักผ่อนกันพอแล้วออกเดินทางไปเที่ยวกันต่อก่อนที่จะวางแผนสถานที่ต่อไปต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม ไม่มีที่ไหนจะช่วยเราได้ดีไปกว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน ไปพบพี่ ณีณัฏฐ์ ผลวาทิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ททท. และทีมงาน ให้ข้อมูลมากมายสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน ทริปนี้เราจะได้ไปสถานที่เด่นๆ ของจังหวัด น่าจะได้ภาพสวยๆ กันเยอะแน่ ที่พักบ้านวิวน้ำก็เป็นที่พักที่ได้รับคำแนะนำจาก ททท. ด้วย ถูกใจทีมงานกันทุกคนทีเดียว สำหรับคนที่มาเที่ยวแม่ฮ่องแล้วต้องการคำแนะนำติดต่อมาได้เลยที่ 0 5361 2982-3 , 0 5361 2984 พี่ณัฏฐ์ ใจดีมากมีข้อมูลดีแนะนำเยอะเลย มีทีมงานที่น่ารักทุกคนด้วยละ  ;)


อันดับแรกที่จะขาดเสียไม่ได้เมื่อมาแม่ฮ่องสอน คือการได้ขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยกองมู แล้วจากนั้นก็ไปร้านกาแฟ Before Sunset ที่อยู่ลานจอดรถด้านหลังองค์พระธาตุ จากร้านกาแฟจะมองเห็นเทือกเขาที่สวยงามเป็นด้านทิศตะวันตก ถ้าวันไหนสภาพอากาศแจ่มใสจะได้เห็นพระอาทิตย์ลับหายไปบนยอดเขาสวยมากเลย สมกับชื่อร้านที่แปลว่า ก่อนอาทิตย์อัสดง ถ่ายรูปกันเพลินไปเลย
:D





ไหว้พระธาตุดอยกองมูเสร็จแล้ว ถ่ายรูปร้านกาแฟชมวิวกันไปเยอะแล้ว ตอนนี้ก็เป็นเวลาในการลงมาเก็บภาพสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะเวลาเย็นๆ แบบนี้ต้องมาให้ได้ครับ นั่นก็คือ วัดจองกลาง - จองคำ นั่นเอง เป็นวัดที่อยู่ติดกันสองวัดครับ แต่ดูไม่ออกเลยว่าเขตแบ่งวัดอยู่ตรงไหน หน้าหนาวจะมีถนนคนเดินริมหนองน้ำร้านค้าเปิดไฟสว่างสวยงามมาก ส่วนฤดูอื่นๆ ถนนคนเดินจะไปอยู่อีกที่หนึ่งครับ วัดแห่งนี้เป็นวัดที่เรามาบ่อยมากที่สุดในแม่ฮ่องสอน เพราะมาแม่ฮ่องสอนทีไรเป็นอันต้องแวะมาเก็บภาพมุมนี้ทุกครั้งเลย ก็เลยมีภาพวัดจองกลาง - จองคำ ตั้งแต่เช้า สาย กลางวัน เย็น มืด มีครบทุกสภาพแสงเลย ปลายฤดูฝนเข้าฤดูหนาวที่หนองจองคำนี้จะมีหมอกลอยล่องบางๆ เหนือผิวน้ำ สวยอย่างบอกใครเพราะดูคล้ายๆ บรรยากาศที่ปางอุ๋งเลย เพียงมีฉากหลังเป็นวัดเท่านั้นเองคราวนี้เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจมาเก็บภาพในช่วงทไวไลท์ และฟ้าบลู (ช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกแล้วก่อนที่จะมืดสนิทจะมีช่วงหนึ่งที่ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้มแบบนี้ในวงการเรียกว่าฟ้าบลูครับ)


เอาละครับถ่ายภาพที่วัดจองกลางจองคำเสร็จก็เริ่มหิวแล้วละ ทีนี้ก็ต้องหาร้านอาหารอร่อยๆ ปกติเวลามาเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลายต่อหลายทริปเราจะกินข้าวที่แม่สะเรียงบ้าง บ้านรักไทยบ้าง ปายบ้าง ไม่เคยลองร้านอาหารในตัวเมืองเลยสักครั้ง เพราะส่วนใหญ่เราไม่ค้างในตัวเมืองก็จะไปค้างคืนกันตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ตามที่เอ่ยชื่อมานั่นแหละ ดังนั้นแล้วเราเลยไม่เคยรู้ว่าร้านอาหารอร่อยๆ ในเมืองแม่ฮ่องสอนอยู่ไหนกันบ้าง ได้คำแนะนำจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยว่าร้านไข่มุกมีเมนูอร่อยๆ หลายอย่าง เจ้าของร้านอัธยาศัยดีมากๆ ด้วยเราก็ตกลงใจไปร้านไข่มุกกันโดยมีพี่ณัฏฐ์และทีมงาน ททท. นำทางเราไป เมนูของร้านไข่มุกเด็ดไม่เหมือนใครหลายอย่างคิดขึ้นมาเองมีที่นี่ร้านเดียว ไม่ลองคงไม่ได้แล้ว ร้านอาหารไข่มุก อยู่ใกล้กับวัดจองกลาง - จองคำ มาก จากถนนริมหนองจองคำที่เราถ่ายรูปวัดกันอยู่ขึ้นไปตามซอยประดิษฐ์จองคำทางทิศเหนือเจอสี่แยกเลี้ยวซ้ายเป็นซอยไม่ใหญ่มากชื่ออุดมชาวนิเทศ ซอยนี้ไปทะลุถนนขุนลุมประพาส ซึ่งเป็นถนนสายหลักกลางเมืองแม่ฮ่องสอนได้ ดูจากแผนที่ครับประมาณ 300 เมตรจากหนองจองคำ ถ้าขับมาตามถนนขุนลุมประพาสต้องเลี้ยวขวาเข้าซอยอุดมชาวนิเทศนิดหน่อย อันที่จริงจอดรถในวัดแล้วเดินไปก็ไม่ได้ไกลมากมายเลยครับ เรามาถึงมืดไปนิดหลังจากที่เก็บภาพวัดเพลินไปหน่อยหน้าร้านก็เลยดูมืดๆ แต่ภายในร้านโล่งโปร่งสบายสว่างไสวเลยทีเดียว




O0
รายการอาหารไข่มุกสำหรับทริปนี้ เป็นเมนูแนะนำที่อยากให้หลายๆ คนได้มาลองชิมดู เมนูที่จัดมาให้นี้แหละประกอบด้วย

ปลาช่อนไส้อั่ว ปลาช่อนคว้านเอาเนื้อออกมาทำส้อั่วแล้วใส่เข้าตัวปลาอีกครั้งหนึ่ง ได้รสชาตแปลกใหม่ เมนูที่คิดค้นโดยพี่บุษ เจ้าของร้าน
ยำผักกูด อาหารรสเลิศที่ไม่ได้หากินกันได้ง่าย เพราะวัตถุดิบอย่างผักกูดมีอยู่ในบางพื้นที่เท่านั้น
ต้มยำปลาคัง เมนูสำหรับน้ำซุปซดให้คล่องคอ แซ่บตามสูตรของร้าน
ฮ่อยจ๊อ เนื้อแน่นเคี้ยวหนึบ กรอบนอก นุ่มใน อร่อยอย่าบอกใคร
แค็ปหมูน้ำพริกอุ๊ป  อีกเมนูที่ขาดไม่ได้ถ้าขึ้นเหนือ

อร่อยมาก..หลากเมนู แบบนี้ก็ต้องยกนิ้วให้ โดยคณะชาวทัวร์ออนคอนเฟิร์มครับ ขอแนะนำให้รู้จักพี่ณัฏฐ์ (ที่สองจากซ้าย) และพี่บุษ (ที่สามจากซ้าย) มาเที่ยวแม่ฮ่องสอนขอคำแนะนำได้ครับ เพราะพี่บุษนอกจากจะทำร้านอาหารไข่มุกแล้วยังมีบริการนำเที่ยว ชื่อเจ้าซันทราเวลแม่ฮ่องสอน พี่บุษรักเมืองแม่ฮ่องสอนมาก เวลามีงานท่องเที่ยวต่างๆ ลองไปเดินดูถ้าเจอพี่บุษเข้าไปทักทายขอข้อมูลเที่ยวแม่ฮ่องสอนได้เลย พี่บุษจะแนะนำแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้อย่างละเอียด ถ้าคิดว่าแม่ฮ่องสอนไม่มีอะไรน่าเที่ยวลองไปคุยดูแค่ไม่นานรับรองจะได้มุมมองใหม่ของแม่ฮ่องสอนกลับมาเยอะเลยละ




อิ่มอร่อยกันเต็มที่สนทนากันอยู่อีกสักพัก เราก็ต้องร่ำลาพี่ณัฏฐ์และพี่บุษกลับเข้าที่พักที่บ้านวิวน้ำ ขับรถไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้ว วันนี้ผ่านไปด้วยดีทุกอย่างเพลียมากว่าจะเอารูปออกมาโพสซักหน่อยแต่ไม่ไหวอาบน้ำแล้วเข้านอนเพื่อวันพรุ่งนี้มีโปรแกรมสำคัญรอเราอยู่ ก็คือ [u]สะพานซูตองเป้[/u] สะพานไม้แห่งศรัทธาที่กำลังเป็นกระแสของแม่ฮ่องสอนอยู่ในขณะนี้นั่นเอง
มีคนบอกว่า ซูตองเป้ แปลว่าความศรัทธา ทุกคนก็เลยตั้งสมญาสะพานซูตองเป้ ว่าเป็นสะพานแห่งศรัทธา เพราะสร้างด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านท้องถิ่น เป็นสะพานไม้ที่ทอดยาวข้ามทุ่งนาข้าวของชาวบ้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพระคุณเจ้าได้เดินบิณฑบาตรโปรดชาวพุทธได้อย่างสะดวกโดยไม่เหยียบย่ำต้นข้าวในนา ความสูงของสะพานต้องสูงพ้นจากยอดต้นข้าว เรียกว่าคนเดินลอดสะพานบางคนก็ไม่ต้องก้มหัวเลย เนินเขาเล็กๆ ใกล้หมู่บ้านกุงไม้สัก มีนาข้าวคั่นอยู่ตรงกลาง และมีแม่น้ำสายเล็กๆ ชื่อแม่น้ำสะงาอยู่ใกล้กับเชิงเนินเขานี้ บนเนินเขาเป็นที่ตั้งของ สวนธรรมภูสมะ มีพระจำพรรษาอยู่หลายรูปรวมไปถึงสามเณรด้วย

การใส่บาตร
ในหมู่บ้านไม่มีร้านค้า อาหารขาย ถ้าใครอยากใส่บาตร ต้องซื้อมาจากในเมือง มีตลาดเช้า บางคณะอาจติดต่อกับรีสอร์ทให้ช่วยเตรียมอาหารให้ หรือร้านสะดวกซื้อที่เรานิยมกันก็ได้นะครับมีครบครัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารประจำวัน หรือาหารแห้ง ขนม นมเนย ได้ทั้งนั้นครับ มีพระจำพรรษาอยู่หลายรูปรวมไปถึงสามเณรครับ
พระสงฆ์สามเณรจะเดินออกบิณฑบาตรจากเนินเขาลงมาข้ามทุ่งนาไปยังหมู่บ้านแล้วก็เดินกลับแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ถ้าใครอยากจะใส่บาตรมาประมาณ 6.30 น. ก็ได้ เพื่อใส่บาตรตอนที่ท่านเดินกลับ (ถ้าใส่บาตรตอนขาไปท่านจะต้องถืออาหารในบาตรทั้งไปและกลับ เพื่อไม่ให้ท่านลำบากจึงควรใส่ตอนขากลับ) ส่วนถ้าจะมีถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นก็มาให้เช้ากว่านั้นหน่อย

การเดินทางไปสะพานซูตองเป้ ต้องออกเดินทางแต่เช้าจากที่พักบ้านวิวน้ำของเราไปยังสะพานประมาณ 16 กิโลเมตร เราก็ออกตี 5 ครึ่ง ขับไม่นานก็ถึง ออกจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปประมาณ 12 กิโลเมตร ถึงแยกเข้าหมู่บ้านกุงไม้สัก ซึ่งเป็นทางเดียวกันกับที่จะไปปางอุ๋ง และบ้านรักไทย แต่บ้านกุงไม้สักอยู่ห่างจากทางแยกนี้ไม่กี่กิโลเมตร พอเข้าหมู่บ้านก็จะเห็นป้ายบอกทางไปสะพานซูตองเป้เป็นระยะๆ พอถึงซอยที่จะไปสะพานก็หาที่จอดรถแล้วเดินเข้าซอยอีกไม่ไกลก็จะเห็นศาลาและสะพานไม้

อีกวิธีหนึ่งคือขับเลยทางแยกเข้าหมู่บ้านกุงไม้สักไปอีกประมาณ 500 เมตรจะมีทางแยกอีกทางไปด้านหลังของสวนธรรมภูสมะ เดินอ้อมเนินเขาของสวนธรรมมาด้านหน้าก็ถึงสะพานซูตองเป้

เราเลือกใช้เส้นทางแรกในการเดินทาง พอจอดรถเดินเข้าซอยเห็นสะพานไม้เราก็ถ่ายภาพได้สวนธรรมภูสมะบนเนินเขาเป็นฉากหลัง นี่ถ้าฟ้าเปิดพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆ เราคงได้ภาพระดับส่งประกวดได้แน่ๆ ขนาดฟ้าครึ้มๆ ยามเช้าเรายังมองว่าสวยงามประทับใจขนาดนี้เลย ทันทีที่เห็นพระเดินลงมาเราก็เอาของที่ซื้อมาสำหรับใส่บาตร ใส่ลงในบาตรของท่านทีละรูปๆ จนครบ พอท่านเดินจากไปเราก็ถ่ายรูปกันกับวิวสวยๆ ของสะพาน จนกระทั่งท่านเดินกลับมาถึงเพิ่งนึกได้ว่าเราน่าจะใส่บาตรตอนที่ท่านเดินกลับแทนที่จะรีบใส่ตั้งแต่ขาไป เลยมาบอกเล่ากันนี่แหละ






หลังจากตักบาตรกันเสร็จแล้วพระเดินข้ามสะพานซูตองเป้เข้าหมู่บ้าน เราก็ถ่ายรูปแบบฟินเวอร์บนสะพานเล่นซะนานเลย จนพอใจกันแล้วก็เดินขึ้นไปไหว้พระทำบุญกันบนสวนธรรมภูสมะ บนนี้พระพุทธรูปงดงาม ในวิหารที่สร้างอย่างล้านนาหรือผสมศิลปะพม่า โดดเด่นเห็นแต่ไกลบนเนินเขาเล็กๆที่ล้อมรอบด้วยสีเขียวของธรรมชาติ





จากบนเนินเขาเล็กๆ ของสวนธรรมภูสมะ เราจะเห็นสะพานซูตองเป้ในมุมที่แตกต่างๆ และสวยไปอีกแบบกับธรรมชาติของที่นี่





:)
ของขวัญสักชิ้นสำหรับผู้อ่านครับ
แผนที่สะพานซูตองเป้
ถนน 1095 จากตัวเมืองมุ่งหน้าไปทางปาย ประมาณ 12 กม.จะมีทางแยกเข้าปางอุ๋ง (วงกลมเขียว) จะเข้าไปแยกนี้จอดรถบ้านกุงไม้สักก็ได้ หรือไปแยกที่สอง (วงกลมม่วง) จอดด้านหลังสวนธรรมภูสมะก็ได้ครับ


กลับจากสะพานซูตองเป้หลังจากที่ได้เก็บภาพความประทับใจเป็นความทรงจำอันสุดยอดจริงๆ สำหรับภาพที่ได้วันนี้ มาถึงบ้านวิวน้ำ อาหารเช้า ข้าวต้มร้อนๆ กาแฟ ขนมปัง รอพวกเราอยู่ เก็บข้าวของเช็คเอาท์ออกจากบ้านวิวน้ำ ถ่ายรูปหมู่กันเป็นที่ระลึก แล้วเดินทางกันต่อไปยังที่หมายต่อไปของพวกเรา เป็นเส้นทางไปยังอำเภอแม่ลาน้อย ที่เราจะเข้าไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวกันอีก 1 วัน ผ่านที่เที่ยวตรงไหนเราก็แวะกันตรงนั้น




ตามเส้นทางแม่ฮ่องสอน - แม่ลาน้อย เส้นทางสายนี้พาเรามาที่ น้ำพุร้อนผาบ่องเป็นที่แรก
โปรดติดตามอ่านกันต่อนะครับ พอดีว่าติดภาระกิจ เดี๋ยวมาต่อกันนะครับ C:-)

o'(> ฮัลโหล มาแล้วคร้าบ หลังจากที่ไปวิ่งงานแห่ปราสาทผึ้งและงานไหลเรือไฟมาอย่างหนัก ตอนนี้เราก็กลับมาคุยเรื่องทริปแม่ฮ่องสอนของเราได้แล้ว
:-* ตอนนี้ก็ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว เมื่อเช้าสัมผัสลมหนาวที่พัดมาทักทายถึงหน้าบ้านได้เลย อ่านเรื่องเที่ยวแม่ฮ่องสอนของเราอาจจะได้ไอเดียในการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วยนะ

เล่ามาถึงบ่อน้ำร้อนผาบ่อง เป็นบ่อน้ำร้อนที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติขุนเขา วิวรอบๆ สวยทีเดียวเชียว มีห้องอาบน้ำส่วนตัวให้ มีบ่อตรงกลางแต่ร้อนมากคงจะลงไปแช่ไม่ได้ แล้วด้านในสุดจะมีสระว่ายน้ำที่เป็นน้ำแร่อยู่ด้วย ส่วนกลุ่มเราขอแค่เอาขาจุ่มลดอาการเมื่อยล้าหน่อยก็พอแล้วละ ไว้ว่างๆ หรือในช่วงหน้าหนาวเราจะมาแช่กันแน่นอน




พอขาสุก เอ๊ย ร้อนและผ่อนคลายความเมื่อยล้าดีแล้ว เราก็ออกเดินทางไปตามเส้นทางกันครับ ไม่ไกลกันมากนักขึ้นเขามาเรื่อยๆ เราก็มาถึงร้านกาแฟ เป็นร้านไม่มีชื่อแต่เห็นใครๆ เรียกว่าร้านกาแฟจุดชมวิวผาบ่อง ก็เรียกรวบกันไปเลยเพราะตรงนี้เป็นจุดพักรถมีร้านกาแฟเล็กๆ มีเนินเตี้ยๆ คงทำไว้ให้ขึ้นไปนั่งชมวิวเล่น แต่ตอนนี้ต้นไม้โตปิดไปหมดแล้วถ้าจะชมวิวต้องมานั่งข้างร้านกาแฟเท่านั้น ร้านกาแฟเล็กๆ มีห้องน้ำเล็กๆ ให้บริการ มีที่ให้นั่งเล่น จะว่าไปถ้าจะนอนหรืออยู่อาศัยที่นี่ก็คงพอทำได้ เตาต้มน้ำร้อนแบบก้อนเส้า กับกาต้มน้ำที่เรียงรายอยู่บนขื่อ เรียกร้องความสนใจของลูกค้าที่มานั่งสั่งกาแฟได้เป็นอย่างดี จากที่นั่งเล่นมองลงไปจะเป็นวิวของหุบเขามีสายน้ำคั่นอยู่ตรงกลางระหว่างเขาสองลูก แล้วก็สร้างเป็นเขื่อนขึ้นมา สวยงามพอที่จะเป็นที่พักของนักเดินทางไกลอย่างเราๆ ได้เป็นอย่างดี ลมเย็นๆ พัดมาเรื่อยๆ จนกาแฟดูเหมือนจะไม่ช่วยให้เราไม่ง่วงได้เลย จิบกาแฟกันสักพักเราก็ต้องออกเดินทางกันต่อไป





ออกจากร้านกาแฟ ตาสว่างดีแล้วขับไปตามถนนเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าโค้งจะเริ่มเยอะขึ้น อากาศหน้าฝนของการเที่ยวแม่ฮ่องสอนทำให้เราไม่ต้องเปิดแอร์ตลอดทางก็ได้ รับลมเย็นๆ จากด้านนอกไปเรื่อยๆ ตามทางของเรา มาสะดุดอยู่ที่ป้ายบอกทางอันหนึ่งด้านซ้ายมือ หมู่บ้านม้งไมโครเวฟนั่นเอง ได้ยินชื่อกันมานานแต่ไม่เคยแวะเข้ามาดูซะทีวันนี้เลยถือโอกาสอันงามเลี้ยวซ้ายตามป้ายเข้ามา ระยะทาง 8 กิโลเมตรถึงบ้านแม้วไมโครเวฟช่างเป็น 8 กิโลที่ยาวนานด้วยความชันของเส้นทางที่ขึ้นๆๆๆ แล้วก็ขึ้น ในที่สุดเราก็มาถึงยอดเขาอันมีพื้นที่เพาะปลูกแปลงผักของชาวบ้าน ก็น่าจะใกล้หมู่บ้านเข้าไปทุกที แวะชมวิวรับอากาศเย็นสบายบนยอดเขาถ่ายรูปกันซักหน่อยแล้วค่อยไปต่อ

ในหมู่บ้านก็ช่างเงียบสงบเอามากๆ คนออกไปทำไร่ทำสวน คนที่ไม่มีแรงทำสวนก็เย็บปักอยู่บ้าน การมาของพวกเราไม่ใช่เรื่องแปลกของคนที่นี่ มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามาถ่ายรูปแล้วก็จากไปแบบนี้เป็นประจำ ชาวบ้านยิ้มแย้มแจ่มใสเพราะคงจะคุยกับเราไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ยอดเขาท้ายหมู่บ้านเป็นที่สังเกตุว่ามีเสาสัญญาณมากมายหลายต้นเพราะความสูงของที่นี่เหมาะที่จะตั้งเสากระจายสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ เลยกลายเป็นภาพแปลกตาสำหรับเราจริงๆ บางทีคำว่า บ้านไมโครเวฟ อาจจะมาจากเสาพวกนี้ก็ได้





เราใช้เวลาไม่นานในหมู่บ้านแล้วเดินทางกลับออกมาที่ถนน แม่ฮ่องสอน - ขุนยวม เพื่อเดินทางต่อไปแม่สะเรียง สถานที่สำหรับฝากท้องมื้อกลางวันร้านอาหารใกล้ๆ พิพิธภัณฑ์แม่สะเรียง อันมีเมนูแอ๊บหมู แอ๊บปลา ยังคงเป็นที่พึ่งที่ดีให้เราเหมือนกับทุกทริปที่ผ่านมา อาหารรสชาตอร่อยราคาไม่แพง ช่วงนี้ถนนกำลังอยู่ระหว่างการขยาย ทำให้การเดินทางของเราช้าลงไปนิดหน่อย พอพ้นช่วงขยายถนนไปได้เราก็ทำเวลาได้เหมือนเดิม จากแม่สะเรียงไปแม่ลาน้อยจะว่าใกล้ก็ใกล้จะว่าไกลก็ไกล ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว แล้วก็มาถึงทางแยกเข้าโครงการหลวงแม่ลาน้อย คืนนี้เราจะพักกันที่นั่น การเดินทางของเรายังต้องไปอีกพอสมควร จากทางแยกเข้าไปอีก 30 กิโลเศษ เส้นทางสายนี้บางช่วงไม่ค่อยดี แต่รถเก๋งค่อยๆ ไปก็ไปได้

พื้นที่ในอำเภอแม่ลาน้อย เป็นพื้นที่ราบสลับภูเขา มีภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนหลายลูก ชาวบ้านที่นีหลายครอบครัวประกอบอาชีพการทำนา ก็เลยทำให้มีนาขั้นบันไดเกิดขึ้นมากมาย ถึงแม้ว่าการทำนาจะไม่ทำขึ้นไปสูงมากแต่ก็ได้ทิวทัศน์ที่สวยงามเรียกว่าถ้าพูดถึงนาขั้นบันไดของแม่ฮ่องสอนต้องมาที่แม่ลาน้อย นอกจากการทำนาขั้นบันไดที่เชิงเขา ก็ยังมีพืชบางชนิดที่ปลูกกันบนยอดเขาเป็นพืชตระกูลถั่วพออายุได้ที่ต้นถั่วก็จะเป็นสีเหลือง พอเหี่ยวก็จะเป็นสีน้ำตาลแดง ภูเขาที่นี่เลยเปลี่ยนสีได้ตามเวลาของถั่ว  :D

ระยะทาง 30 กิโลเมตรกว่าๆ เราใช้เวลากันเป็นชั่วโมงในการเดินทาง เพราะมัวแต่จอดเก็บภาพวิวสวยๆ ของภูเขาและนาขั้นบันได เรียกว่าไปชิวๆ ตลอดทาง  8)

พ้นจากเขาถั่วเหลืองไปอีกไม่ไกลมากมายเราก็จะมาถึงสามแยกเข้าบ้านแม่ลาน้อย ถ้าตรงไปจะไปบ้านห้วยห้อม เป็นสถานีต่อไปของเรา แต่ตอนนี้เข้าบ้านแม่ลาน้อยก่อนเพราะเราต้องไปที่โครงการหลวงอันเป็นที่พักของพวกเราในคืนนี้ เลี้ยวขวาที่สามแยก แล้วก็จะเป็นเส้นทางลงเขา ระหว่างทางจะมองเห็นบ้านแม่ลาน้อยจากจุดชมวิวที่มีลานดินกว้างพอประมาณให้เราจอดชมวิวได้อย่างปลอดภัย ทุ่งนาขั้นบันไดเขียวขจี เบื้องล่างกับหมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาใหญ่ที่ล้อมเอาไว้ วิวนี้สวยบอกเลย




จากจุดชมวิวเส้นทางลงเขาโค้งเยอะ แต่ก็ยังไม่วายสายตาของทุกคนก็มองไปเห็นทุ่งนาขั้นบันไดที่อยู่ใกล้ๆ หมู่บ้าน ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าจะจอดรถตรงที่ปลอดภัยแล้วเดินหามุมถ่ายรูปกันไม่ว่าจะไกลแค่ไหนก็ตาม โชคดีนะที่เราเจอที่จอดรถเบี่ยงออกขวาได้ทางไม่โค้งชันมากมั่นใจว่าปลอดภัย แล้วก็เดินๆ เก็บภาพนาขั้นบันไดที่ดูเหมือนว่าเราจะชอบที่นี่ไม่แพ้ที่บ้านแม่กลางหลวง บ้านป่าปงเปียงของเชียงใหม่ ถ่ายรูปกันจนเต็มอื่ม เดินไปไกลประมาณ 1 กิโล แล้วก็เดินกลับมาที่รถ เรายังต้องเดินทางไปเชคอินกันที่โครงการหลวงซึ่งยังต้องไปอีกพอสมควรเลย

เส้นทางเข้าไปโครงการหลวงแม่ลาน้อยเป็นเส้นทางเล็กๆ ขึ้นเขาบ้างลงบ้างช่วงเนินสั้นๆ มีโค้งบ้าง ที่สำคัญคือผ่านหมุ่บ้านบางช่วงไม่มีที่สำหรับสวนกัน แต่คนคงไม่ได้มาที่นี่กันเยอะโอกาสจะขับรถมาเจอกันจนต้องถอยหลบคงไม่มาก ทางไปจะมีป้ายบอกหาไม่ยาก ด้านหน้าเป็นโรงเรียน ลักษณะบ้านพักเป็นห้องกว้างๆ นอนได้ห้องละหลายๆ คน มีที่นอนเสริมเยอะแยะไปหมด ถ้าผ้าห่มไม่พอก็ลุกไปหยิบมาเพิ่มได้ บนเขาถึงไม่ใช่หน้าหนาวก็หนาวเอาเรื่องอยู่

ในเขตโครงการหลวงมีอาคารหลายหลัง มีที่นอน ที่ทำงาน โรงครัว ถ้าสนใจจะชมพื้นที่แปลงผัก นาขั้นบันได ก็เดินชมได้ตามสะดวก เราเดินรับอากาศยามเย็นที่มองไม่เห็นพระอาทิตย์ตกเพราะหมอกขาวๆ หนาเหลือเกินแล้วก็เดินเข้าห้องพักอาบน้ำ รอกินข้าว






กินข้าวเย็นเสร็จเราก็แยกย้ายเข้าห้องนอน กลางคืนเงียบสงบดีจัง ตื่นเช้ามาก็เดินดูรอบๆ โครงการหลวง เข้าแปลงผัก หรือจะเดินจนลงมาถึงนาขั้นบันไดที่เราผ่านมาเมื่อวานก็ได้ ไกลเป็นกิโลได้มั้ง ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน จนสายหน่อยก็มากินข้าวเช้า มีข้าวต้มผัดผักอย่างง่ายๆ ที่ประทับใจคือมีกาแฟที่เป็นผลผลิตของที่นี่ เป็นกาแฟสดซะด้วย รอบๆ อาคารก็ยังมีแปลงผักเล็กๆ ที่ปลูกผักขึ้นอย่างงามเลย ที่สำคัญเป็นผักปลอดสารพิษ กินได้อย่างสบายใจ ออกจากโครงการหลวงแม่ลาน้อย เราจะเดินทางต่อไปที่บ้านห้วยห้อม ที่นี่จะเป็นแหล่งเลี้ยงแกะ และไร่กาแฟธรรมชาติ มีการทอผ้าฝ้ายทอมือ เป็นหมู่บ้านที่อยู่อย่างพอเพียงจริงๆ บ้านห้วยห้อมอยู่ห่างจากบ้านแม่ลาน้อยประมาณ 13 กิโลเมตร คือขับย้อนกลับมาทางที่เราเข้าบ้านแม่ลาน้อยจนถึง 3 แยกที่มีพระธาตุอยู่ตรงนั้น แล้วเลี้ยวซ้ายไปอีก 8 กิโลเมตร ถนนช่วงแรกๆ จะไม่ค่อยดี พอเจอป้ายหมู่บ้านแล้วถึงจะเป็นถนนราดยาง แต่ก็คุ้มค่าน่าแวะเข้าไปแต่ก่อนหน้านั้นก็ต้องมาจอดแวะถ่ายรูปที่ระลึกร่ำลาแม่ลาน้อยกันก่อน นาขั้นบันไดที่นี่สวยจริงๆ




o'(> ถนนสู่บ้านห้วยห้อม ช่วงแรกดีหน่อยราดยาง แล้วพอมาเจอลูกรังก็ต้องทำใจ แต่ทางไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรมากมาย รถเราเก๋ง 7 ที่นั่ง ก็ไปกันได้แต่ไปเรื่อยๆ อย่าใจร้อยและต้องดูไลน์ถนนให้ดี ถนนลูกรังนี้ไม่ได้ยาวมากมาย เจอสามแยกบ้านห้วยห้าใหม่ กับบ้านสาม ให้ตรงไป อีกไม่ไกลก็จะถึง อบต.ห้วยห้อม ตรงไปอีกหน่อยจะเจอแยกเข้าบ้านห้วยห้อมอันเป็นถนนราดยางสบายแล้วละ พอเจอซุ้มประตูเข้าหมู่บ้านห้วยห้อมเราก็ขับตรงไปตามถนนราดยาง ครงไปเรื่อยๆ จะเจอคอกแกะ ตรงไปอีกจนเจอป้ายเขียนว่า เชิญแวะชิมกาแฟสดห้วยห้อม นั่นแหละเข้าไปตามป้ายจะไปถึงบ้านหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านจะลงมาต้อนรับเราอย่างอารมณ์ดี อยากรู้อะไรเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ถามได้เลย เพราะเค้าคือผู้ริเริ่มอะไรหลายๆ อย่างในหมู่บ้านนี้





บ้านหลังนี้เจ้าของบ้านชื่อนางมะลิวัลย์ นักรบไพร เปิดบริการโฮมสเตย์หลังแรก มีกาแฟให้ชิม ชั้นล่างเป็นโฮมสเตย์วิวสวยไม่เบา ชั้นบนเป็นระเบียงกว้างสำหรับนั่งจิบกาแฟ และชมสินค้าผลิตภัณฑ์ของบ้านห้วยห้อม ไม่ว่าจะเป็นสบู่ ครีม ผลิตจากนมแกะ ผ้าฝ้ายทอมือ ผ้าขนแกะ กาแฟห้วยห้อมที่มีทั้งคั่วและบดแล้ว กาแฟที่นี่ได้รับมาตรฐานจาก Thailand Quality Coffee ในระดับ Good Quality ทั้งในแง่การปลูกและการคั่วเมล็ดทีเดียวนะ ลงชื่อนางมะลิวัลย์ นักรบไพร เลยทีเดียวแต่ตอนนี้รุ่นลูกจะมีเป็นผู้ดูแลทั้งหมด

หลังจากเลือกซื้อผ้าและกาแฟกันแล้ว เราก็ลงไปถ่ายรูปกับแกะในคอก แกะที่เลี้ยงอยู่นี้นอกจากจะตัดขนเพื่อนำมาทำผ้าขนแกะซึ่งมีราคาค่อนข้างแพงแล้ว ยังส่งแกะพวกนี้ขายให้กับสวนผึ้งที่ราชบุรี เป็นการสร้างรายได้ที่ดีมาก การซื้อขายแกะใช้วิธีการชั่งน้ำหนัก แต่แปลกเนาะ ราชบุรีต้องซื้อแกะจากแม่ฮ่องสอนเชียวรึนี่  :D




อุ้มลูกแกะ ป้อนหญ้า ถ่ายรูปเฮฮากันไป เสร็จแล้วก็ได้เวลาสำหรับที่จะพาแกะออกไปหากินตามธรรมชาติ ที่นี่ใช้ระบบธรรมชาติทั้งหมด ดูแล้วก็น่าอยู่เหมือนกัน เจ้าของจะต้อนฝูงแกะขึ้นเขาไปบริเวณไร่กาแฟ ในบางฤดูหญ้าหายากก็จะพอเดินไปหากินไกลหน่อยแล้วก็พากันกลับมานอนที่คอกตามเดิม เป็นแบบนี้ประจำ นอกจากฤดูฝน ดินลื่นต้อนแกะลำบากจะขังไว้ในคอกแล้วใช้วิธีไปตัดหญ้ามาเลี้ยงแกะแทน

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่เคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนราษฎรในพื้นที่ห่างไกลอย่างบ้านห้วยห้อมแห่งนี้ ทางเข้าไปยังสวนกาแฟจึงมีสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จากนั้นเดินเข้าไปอีกหน่อยจะเป็นสวนกาแฟที่ผสมกับหมาก และพืชอื่นๆ ดูแลด้วยระบบธรรมชาติทั้งหมด การเก็บเมล็ดกาแฟของบ้านห้วยห้อมใช้วิธีการเด็ดทีละเม็ดคัดเฉพาะเม็ดที่แก่สีแดงได้ที่ เรียกว่าพิถีพิถันกันมากกว่าจะออกมาเป็นกาแฟห้วยห้อมที่ขึ้นชื่อจนทุกวันนี้ แถมยังมีการเลี้ยงชะมดเพื่อทดลองทำกาแฟขี้ชะมดออกสู่ตลาดอีกด้วย





สุดท้ายเดินชมที่มาของกาแฟแก้วหอมกรุ่นกันแล้ว ก็เดินชมรอบๆ หมู่บ้าน ดูกี่ทีๆ ที่นี่ก็น่าอยู่จริงๆ สายหมอกบนยอดเขาลอยล่องไปมา ไม่ต้องรีบร้อนอะไรใช้ชีวิตกับความสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติ พอจะมีที่ดินแปลงเล็กๆ ให้ผมไปอาศัยได้บ้างมั้ยน้อ  ;)




ท้ายสุดและสุดท้าย เราอำลาทุกคนที่บ้านห้วยห้อม โดยเฉพาะบ้าน มะลิวัลย์ นักรบไพร ที่ให้ชมโฮมสเตย์ ให้ชิมกาแฟหอมกรุ่นรสเลิศ ให้ชมแกะ เลี้ยงแกะ อุ้มแกะ แล้วยังถูกแกะวิ่งไล่ พาไปชมไร่กาแฟ ฯลฯ การต้อนรับแสนอบอุ่นนี้เราจะไม่ลืมเลย โลชั่น และสบู่นมแกะที่ซื้อมาใช้ดีจริงๆ สมราคา กาแฟที่ซื้อเป็นผงบดสำเร็จก็เพียงหากระดาษกรองสำหรับชงกาแฟสดมาชง ก็ได้กาแฟห้วยห้อมอันสุดยอดของกาแฟอีกแหล่งหนึ่งชนิดมีรางวัลกำกับ มีโอกาสคงจะได้กลับไปอุดหนุนและพักผ่อนกันอีก

ออกเดินทางออกจากแม่ลาน้อย ขากลับเรายังผ่านนาขั้นบันได และทุ่งถั่วภูเขาสีเหลืองของเราอีกรอบ จอดแวะเก็บภาพพอเป็นพิธี จากนั้นเดินทางผ่านมาที่สวนสนบ่อแก้ว ไม่แวะได้ไงละครับ เอาบรรยากาศตอนเขียวๆ ในหน้าฝนมาฝากกันอีก หลังจากที่เคยมาเก็บภาพแล้วในหน้าแล้ง บอกเลยว่าสวยไปอีกแบบ ต่อจากนั้นเราก็คงต้องอำลาแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตรงเข้ากรุงเทพฯ เตรียมพร้อมสำหรับวันทำงานวันต่อไปอย่างสดชื่นเต็มเปี่ยมด้วยพลังหลังจากที่พักชาร์จไฟให้ตัวเองอย่างเต็มที่ สุขไหนจะเท่าการได้เที่ยวที่สวยๆ อย่างที่เล่ามายืดยาว 4 หน้า ได้อีกละครับ

พบกันใหม่ทริปหน้า

ขอขอบคุณ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานแม่ฮ่องสอน
ร้านอาหารแสนอร่อย ไข่มุก
ที่พักแสนอบอุ่น บ้านวิวน้ำ และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย

เราจะกลับไปอีกอย่างแน่นอน เพราะเรายังเที่ยวแม่ฮ่องสอนไม่ครบเลย  ;)


จำนวนผู้ชม 10717

ความคิดเห็นบนเฟสบุค