หน้าหลัก >> กำแพงเพชร >> อุทยานแห่งชาติแม่วงก์

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์


 อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ครอบคลุม 2 จังหวัด คือจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดนครสวรรค์ เป็นหนึ่งในผืนป่าตะวันตกที่มีพื้นที่ป่าสมบูรณ์มากที่สุดตั้งแต่จังหวัดตากจนถึงจังหวัดกาญจนบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ทิศเหนือของอุทยานฯติดกับอุทยานแห่งชาติคลองลาน ทิศใต้ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี และทิศตะวันตกติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จังหวัดตาก ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 14กันยายน 2530

    ป่าส่วนใหญ่ของอุทยานฯประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ และป่าเต็งรัง มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญและมีค่ามากมาย เช่น สัก ประดู่ มะค่าโมง ยางแดง เต็ง รัง เป็นตัน นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่หายาก เช่น ช้างป่า กระทิง เสือ กวาง เก้ง หมี แมวลาย และนกต่าง ๆ มากกว่า 305 ชนิด จาก 53 วงศ์ ซึ่งนกบางชนิดพบเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย เช่น นกกระเต็นขาวดำใหญ่ นกเงือกคอแดง นกกางเขนดง นกโพระดกหูเขียว และนกพญาปากกว้างหางยาว เป็นต้น ช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวมากที่สุดคือฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจภายในอุทยานฯ

แก่งผานางคอย อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 1,800 เมตร เป็นแก่งหินลำห้วยคลองขลุง จากบริเวณแก่งหินเดินขึ้นไปประมาณ 350 เมตร จะถึงน้ำตกผานางคอย เป็นน้ำตกเล็ก ๆ มี 4 ชั้น และบริเวณใกล้น้ำตกสามารถกางเต็นท์พักแรมได้ด้วย

จุดชมวิว กม. ที่ 81 จากที่ทำการอุทยานฯ ไปตามถนนคลองลาน-อุ้มผาง ประมาณ 16 กิโลเมตร จะถึงบริเวณหน้าผา เป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของป่ารอบ ๆ ได้อย่างสวยงาม บริเวณนี้สามารถกางเต็นท์พักแรมได้

ช่องเย็น กม. ที่ 93 อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 28 กิโลเมตร เป็นจุดสูงสุดของถนนคลองลาน-อุ้มผาง สูง 1,340 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีสายลมพัดผ่านและหมอกปกคลุมอยู่เสมอ อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี และเป็นที่ดูพระอาทิตย์ตกได้อย่างสวยงามอีกจุดหนึ่ง สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าดิบเขา มีกล้วยไม้หายาก เช่น สิงโตกลอกตา เฟิร์น มหาสดำ มีนกหายาก เช่น นกเงือกคอแดง นกภูหงอนพม่า นกพญาปากกว้างหางยาว และนกหัวขวานใหญ่หงอนเหลือง นกเหล่านี้จะพบเห็นได้บริเวณบ้านพัก บริเวณ “ช่องเย็น” มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการ แต่จะต้องเตรียมอุปกรณ์มาเอง คือ ผ้าพลาสติก เสื้อกันหนาว ตะเกียงหรือไฟฉาย เพราะไม่มีไฟฟ้าหรือเตาแก๊สสำหรับการปรุงอาหาร โลชั่นกันแมลง และถุงสำหรับนำขยะลงไปทิ้ง เพราะช่องเย็นไม่สามารถกำจัดขยะได้ เส้นทางขี้น-ลง “ช่องเย็น” เป็นทางเลียบหน้าผาทางแคบรถไม่สามารถสวนกันได้ ทางอุทยานฯ จึงได้กำหนดเวลาขึ้น-ลง คือ เวลาขึ้น 05.00-06.00 น. 09.00-10.00 น. และ 13.00-14.00 น. เวลาลง 07.00-08.00 น. 11.00-12.00 น. และ 15.00-16.00 น.

ยอดเขาโมโกจู เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และสูงที่สุดในผืนป่าตะวันตก ห่างจากอุทยานฯ ประมาณ 27 กิโลเมตร เป็นยอดเขาที่นักนิยมการท่องเที่ยวแบบเดินป่า ปีนเขา ต้องการที่จะไปเยือนสักครั้ง ด้วยความสูง 1,964 เมตร คำว่า “โมโกจู” เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า เหมือนฝนจะตก เนื่องจากบนยอดเขามักถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกและมีอากาศหนาวเย็นตลอดเวลา ผู้สนใจจะไปสัมผัสยอดเขาโมโกจู ต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายเพราะจะต้องขึ้นเขาที่มีความลาดชันไม่ต่ำกว่า 60 องศา ใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับ 5 วัน และต้องพักแรมในป่าตามจุดที่กำหนด นอกจากนั้นควรศึกษาสภาพเส้นทาง สภาพอากาศ และติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางก่อนจากทางอุทยานฯ ก่อนตัดสินใจจะไปสัมผัส “โมโกจู” ช่วงที่จะเปิดให้เดินขึ้นยอดเขาโมโกจู คือเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

น้ำตกแม่กระสา เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มี 9 ชั้น สูง 900 เมตร อยู่ห่างจากอุทยานฯ ประมาณ 18 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินเท้าไป-กลับ 3-4 วัน

น้ำตกแม่รีวา อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 21 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สวยงามมาก มี 5 ชั้น รถเข้าไม่ถึงเช่นเดียวกันต้องใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับ 2 วัน

น้ำตกแม่กี เป็นน้ำตกที่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับน้ำตกแม่รีวาและน้ำตกแม่กระสา มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาถนนธงชัย การเข้าไปยังน้ำตกต้องเดินเท้าเวลาไป-กลับ 3-4 วัน

น้ำตกนางนวลและน้ำตกเสือโคร่ง อยู่บริเวณ กม.ที่ 99 ของถนนคลองลาน-อุ้มผาง น้ำตกนางนวลต้องไต่เขาลงไปประมาณ 200 เมตร สำหรับน้ำตกเสือโคร่ง ต้องเดินไป 1 กิโลเมตร การเดินทางเข้าไปน้ำตกทั้งสองแห่งต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง

    นอกจากนั้นอุทยานฯ ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกนางนวล ระยะทาง 6.4 กิโลเมตร และเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกธารบุญมี ซึ่งใช้เวลาในการเดิน 2 ชั่วโมง สามารถศึกษาพันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ และพันธุ์นกต่าง ๆ ที่หาดูได้ยากอีกด้วย

    อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องเดินป่าระยะไกลซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อถึงฤดูกาลท่องเที่ยว ทางอุทยานฯ จะจัดทำตารางกำหนดเวลาเดินป่าระยะไกลประจำปีซึ่งนักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามกติกาการเดินทางอย่างเคร่งครัด และควรติดต่อจองเวลาการเดินทางและขอคำแนะนำในการเตรียมตัวและอุปกรณ์จากเจ้าหน้าที่อุทยานให้พร้อม ทางอุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการนักท่องเที่ยว แต่ต้องนำเต็นท์มาเอง สอบถามข้อมูลได้ที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ กิโลเมตรที่ 65 ถนนคลองลาน-อุ้มผาง กิโลเมตรที่ 65 อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 62180 โทร. 0 5576 6024 0 5576 6027 หรือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขตบางเขน กรุงเทพฯ โทร.0 2562 0760 หรือ www.dnp.go.th หรือ ตู้ ป.ณ. 29 อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร 62180

การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เลี้ยวซ้าย กม.ที่ 338 เข้าทางหลวงหมายเลข 1117สายคลองลาน-อุ้มผาง เมื่อถึงสี่แยกเข้าคลองลานให้ตรงไปอีก 19 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ทำการอุทยานฯ แต่หากใช้ทางหลวง 1072 ลาดยาว-คลองลาน เมื่อถึงสี่แยกตลาดคลองลานแล้วให้เลี้ยวซ้ายไปที่ทำการอุทยานฯ หรือ นั่งรถโดยสารปรับอากาศ กรุงเทพฯ- คลองลาน ลงที่ตลาดคลองลาน แล้วเหมารถสองแถวหรือรถมอเตอร์ไซด์ไปอุทยานฯ ได้เช่นเดียวกัน

การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ กำแพงเพชร

ติดต่อสอบถาม:
ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. 0 5570 5011, 0 5570 5070
http://www.kamphaengphet.go.th

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จุดเริ่มต้นสู่โมโกจู

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จุดเริ่มต้นสู่โมโกจู โมโกจู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า เหมือนกับฝนจะตก
ตามรอย Navigator
 ทริปมีจุดเริ่มต้นมาจากรายการ “Navigator” ของ (ติ๊ก เจษฎาพร) ที่มีโอกาสได้ดูผ่านรายการ เป็นการเดินป่าระยะไกล ของอุทยานฯแม่วงก์ เมื่อปี 53 จนเริ่ม ค้นหาขอมูลเกี่ยวกับยอดเขาโมโกจู มาพร้อมกับความตั้งใจจะไปเยือน และพิชิตยอดเขานี้ให้ได้ สักครั้ง แต่ก็ต้องเป็นอันเลื่อนออกไปเพราะ เวลาไม่ตรงกับทางอุทยานฯ ที่จะอนุญาตให้เข้าไปเดินป่าที่นั้น จนครั้นมาถึงปี 54 ก็ต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง เมื่อเจอกับอุทกภัยน้ำท่วมกรุง ทั้งๆรวบรวมสมาชิกได้หลายท่านแล้ว แต่เมื่อเข้าปี 55 ครั้งนี้ความตั้งใจยังไม่จางหายไปจากจิตต์ที่ตั้งใจจะไปพิชิตยอดเขานี้ให้ได้ เริ่มตั้งกลุ่มชักชวนสมาชิกหาพลพรรคอีกครั้ง ที่ตามหาปลายฝันเดียวกัน ที่บนยอดเขา”โมโกจู”

 เริ่มต้นการเดินทางตามรอย Navigator กันเลยดีกว่าครับ (ป่ะไปเที่ยวกับพวกเราพร้อมๆ กัน) การเดินทางของเรานัดเจอกันเวลา 21.00 น. เพื่อซื้อเสบียงกัน เล็กน้อย แล้วก็เริ่มเคลื่อนพลออกเดินทาง 22.00 น. ไปรับผู้ร่วมตามฝันอีกกลุ่ม ที่อยุธยา โดยเราออกเดินทางตามทางหลวงหมายเลขที่ 32 และหมายเลข 1 มุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์ แวะพักรถกันสักครู่ ก่อนเดินกันต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่นัดแนะสมาชิกอีก 2 ท่านที่จะมาสมทบกันที่ ตลาดคลองลาน ครั้นเวลาล่วงเลยไป ก็มาถึงตลาดคลองลานเวลาประมาณ ตี 3 ดังที่ตั้งใจไว้ ก้าวเท้าเดินชมตลาด แวะซื้อของสด ผัก/เนื้อสัตว์/ของแห้ง ที่ตลาด แต่เราคงจะไปถึงที่นั้นเช้ารุ่งเกินไป ตะวันยังไม่ทันเบิกฟ้า พระจันทร์ ยังไมทันลาค่ำราตรีไป แม่ค้าคนขาย ไม่มาขายของ ไม่ค่อย มีเนื้อสัตว์ เท่าไหร่ เลยเน้นไปที่ผักสดแทน แถม โชคชะตาร้ายอีกครั้งเมื่อ ที่วันนั้นแม่ค้าข้าวเหนียวหมูปิ้งไม่มานึ่งข้าวเหนียว ย่างหมู ให้ควันฟุ้ง บนเตา เพราะไปทำบุญ พวกเราเลยไม่มีอาหารเช้าทานกัน และอาหารกลางวันที่ต้องเตรียมไปทานระหว่างทางช่วงที่จะต้องเดินเท้า เช้าวันรุ่ง ไม่มีอาหารติดมืออกมา เลยต้องวัดดวงกันครับ ไปลุ้นกันที่ ที่ทำการอุทยานฯ ว่าร้านค้าจะเปิดหรือไม่ ดูอะไรๆก็ไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ ทริปนี้ สมาชิกอีกท่านก็มาถอนตัว จนวินาทีสุดท้าย ก่อนเข้าอุทยานฯ เพื่อตามรอยฝันที่ตั้งใจ เพราะรถเสียไม่สามารถมาสมทบได้ แต่การเดินทางของเราก็ต้องมุ่งหน้ากันต่อไป เดินทางเข้าอุทยานฯแม่วงก์กันเลยครับ ถึงอุทยานก็เอนกายนอนพักเก็บแรงกาย ในรถเพื่อการเดินเท้าในยามเช้าที่กำลังจะถึงเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมง

 รุ่งเช้า วันแรกของการเดินทาง ตะวันขึ้นแล้วแสงทอดผ่านม่านตา สะดุ้งตื่น เวลา 7.00 น. ได้ยินเสียงแว้วก้อง ของพี่เจ้าหน้าที่อุทยาน เดินมาสนทนาสอบถาม แนะนำการเดินป่าวันนี้ก่อนจะร่วมพล แล้ว ก็ลุ้นกันครับว่าร้านอาหารที่อุทยานจะเปิดหรือเปล่า ทันใดนั้น น้องผึ้ง เห็นร้านเปิดพลั่นรีบเดินไปสั่ง อาหารเช้ารองท้อง และ อาหารกลางวันให้เสร็จทันตามตามกระบวนการณ์ ก่อนที่ทางอุทยานจะให้ทางเจ้าหน้าที่ จับฉลากเลือกกลุ่มผู้เดินทาง และลูกหาบ จากนั้นพี่ลูกหาบก็จัดแจงแยกเสบี่ยง อาหาร สิ่งของที่จำเป็น แบกขึ้นหลังเพื่อปะทังชีวิตทั้งหมดใน เวลา 5 วันให้กับเรา (ขอบคุณครับ พี่ๆลูกหาบ และ พี่ๆเจ้าหน้าที่) ถึงอะไรจะดูไม่ค่อยพร้อมสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังโชคดีที่เราได้ จนท.พี่อาทิตย์ แสงจันทร์ / พี่ช้าง และคณะลูกหาบ อีก 3 ท่าน พี่ฮอท พี่สาม พี่เอ ที่สุดแสนจะดี ร่วมกับเราในทริปนี้

กลุ่มผู้พิชิตโมโกจู

กลุ่มผู้พิชิตโมโกจู ได้เวลาออกเดินก้าวแรกสัมผัสผืนป่าแม่วงก์กันแล้ว ณ. เวลา 09.00 น. พวกเราออกเดินทางเป็นกลุ่ม สุดท้าย แต่ก็ไม่หวั่น ที่จะก้าวไปตามทางเพื่อวัดใจกันด้วยระยทาง 16 กม. แรก กับเวลาเดินประมาณ 5 ชม. แคมป์แรกที่คลองแม่กระสา เดินผ่านทางชันเล็กใหญ่ ไปจนกระทั้ง เจอมอขี้แตกที่ เป็นเนินสูงชันอันยาวไกล ที่จะวัดกำลังกาย แรงใจ ของผู้จะตามฝัน มุ่งมั่นที่จะพิชิตยอด”เขาโมโกจู” นี้ ว่าจะอึด ถึก ทน แกร่ง กันแค่ไหน พลพรรคของเราผ่านไปได้ด้วยดีทุกท่าน ถึงจะก้าวช้าบ้างเร็วบ้าง แล้วแต่กำลังของแต่ละคน จากที่ออกเดินทางเป็นกลุ่มสุดท้าย พ้นจากมอขี้แตกก็เดินสบาย เริ่มที่จะแซงกลุ่มอื่น แล้วแตกกลุ่มออก เป็นกลุ่มเล็กน้อยกลุ่มใหญ่ เหลือเพียงเราคนเดียวเดินไปเรื่อย

advertize

เส้นทางเดินผ่านลำห้วย

เส้นทางเดินผ่านลำห้วย ผ่านลำธาร ห้วยเล็กไป สัก 8-10 ห้วย น้ำลึกบ้าง ตื้นบ้าง เดินไปเแนวป่าไผ่ ต้นยางนา ตามลายทางสองข้างเป็นเงาบังแสงแดด ให้เดินอย่างไม่ร้อนกาย เดินไปอย่างสบายกาย พบเจอพี่ๆลูกหาบ นั่งพักกายตามลำธาร ก้ยิ้มทักทายไป เดินก้าวซ้ายที ขวาที เดี๋วก็ถึง พี่เจ้าหน้าที่ ที่เดินมาสมทบภายหลังแล้วก็เดินไปพร้อมกัน จนเริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยแล้ว บ่นไปตามทาง ว่าเมื่อไหร่จะถึงสักที่ 555 พี่เจ้าหน้าที ก็ลอกล้อว่าอีกแป๊บๆๆ(เสียงยาวมาก) รู้เลยว่าอีกไกล 555 เดินต่อไปซิครับ เริ่มเดินเลาะตามแนวป่าหาทางลัด เพื่อลดระยะเส้นทางเดิน จนพบกลุ่มผู้ตามฝัน นั่งกินข้าวเที่ยงกันอยู่ หยุดวางสัมภาระบนหลัง พักกินข้าวเที่ยงกันครับ แล้วนั่งพักครู่ใหญ่ เพื่อดึงพลังข้าวเที่ยงออกมาให้ส่งไปหาเท้าเพื่อเดินต่อไปจนกว่าจะถึงแคมป์แรก เอาๆได้เวลาท้าทายใจตัวเองอีกครั้ง แบกเป้ขึ้นหลังได้เวลาเดินกันอีกแล้ว เดินๆๆๆ ไปกันสามคนครับครานี้ น้องแจ๊ค +น้องผึ้ง ร่วมทางกันไปเรื่อยๆ หยุดพักเป็นระยะๆ จนเจอพี่ลูกหาบของเรา เปล่งเสียงออกมาบอกข้างหน้ามีเส้นทางลัด ทางซ้ายมือ โอเครครับพี่ เราก็มองหาทางลัดซิครับ เดินสักนิดเจอแล้วทางลัดรีบเดินไปตามทาง เมื่อเจอถึงกับร้องโอ้วออกมากันเลย ทางลงไม่เท่าไหร่ แต่ทางขึ้นนี่ซิ ชันอีกแล้ว แต่ก็ไม่หยุดเดินนะครับ ลุยๆ ต่อ ผ่านๆไปได้สบาย (หายใจเร็ว ตอนเดินขึ้นเนิน เหนื่อย 555) เดินต่อไปเรื่อยผ่านโค้ง ทางชัน ลำธาร แนวป่า จนเริ่มได้ยินเสียงน้ำ แสดงว่าใกล้ถึงแล้ว แคมป์แรกที่จะพักกายคืนนี้

พักเหนื่อยกับดอกไม้ป่าอันหายาก

พักเหนื่อยกับดอกไม้ป่าอันหายาก ช่วงใกล้ถึงแคมป์ แรกนี้สนุกมากครับ ได้วิ่งแข่งกับพี่ลูกหาบ 1 ท่าน (พี่ฮอท) เห็นพี่เขาบอกว่าพ้นเนินนี่ไปก็ถึงแคมป์แล้ว แล้วพี่ๆลูกหาบก็วิ่งแข่งกัน ผมเลยเอามั่ง วิ่งตามไปครึ่งเนินหมดแรง 555 ไหนๆ บอกว่าพ้นเนินแล้วเจอแคมป์ไง ไม่เห็นมีเลย 55 ที่จริงป่าววิ่งแข่งกับเราหรอกครับ เขาวิ่งแข่งกันเองเพื่องไปให้ถึงกระท่อม หลังแรกก่อน 555 ผมก็เดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงแคมป์แรก เวลาประมาณ บ่าย 3 โมง ครับ ถึงแล้วก็จัดแจงกางเต็นท์ ทั้งหมด

น้ำตกห้องอาบน้ำกลางป่า

น้ำตกห้องอาบน้ำกลางป่า แล้วเปลี่ยนชุดลงเล่นน้ำที่คลองแม่กระสา แช่เท้า คลายเส้น กับน้ำเย็น กันสบายไปเลยครับ จนเริ่มหนาว ไม่ไหวแล้วขึ้นจากน้ำปรับเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดเตรียมอาหารเย็นเพื่อรอ เพื่อนสมาชิกที่กำลังจะมาถึง สักพักเพื่อนสมาชิกก็เริ่มถยอยตามมาเป็นระยะ 18.00 น. ได้เวลาอาหารเย็น เมนูก็มี ไข่เขียวแหนม /ผัดผักกูด/ยำกุนเชียง อร่อยๆ ถึงจะเป็นกับข้าวพื้นๆ เมื่ออิ่มท้องก็เริ่มบทสนทนาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ของเพื่อนสมาฃิก คุยสัพเหระ ไปเรื่อยเปื่อย จนพี่อาทิตย์ เจ้าหน้าที่ เริ่มมากับบทสนทนาที่น่าสนใจ สมาชิกอีกหลายท่าน ทนไม่ไหวจนต้องมานั่งล้มวงฟังกันอย่างตั้งใจ ตั้งแต่ประสปการณ์ชีวิต ประสปการณ์การเดินป่าของพี่เขา เล่ามาเรื่อยๆชักไม่แน่ใจแล้วว่าจะเริ่มน่าฟังต่อหรือไม่เพราะเริ่มจะโจ๊กขึ้นเรื่อยๆๆๆ 555 คงนึกออกนะครับ ว่ามันฮาเรื่อยๆ เพราะแต่ละเรื่องที่พี่เขาเล่ามันฮาจริง อย่างเรื่องพ่อตากับลูกเขย พี่แก่เล่าตั้งแต่วันแรกจนวันเดินทางกลับ ได้ทุกวัน 555 ยาวไปๆๆๆ สนุกดีครับเรื่องแต่ละเรื่องที่เล่ามา ได้เวลานอนแล้วครับ พรุ้งนี้จะต้องเดินกันอีกแล้วกับการไปพักอีกแคมป์ที่แม่รีวา แยกย้ายกันเข้านอนครับ แต่มีเรื่องที่น่าตื่นเต้น ช่วงเวลาประมาณ ตี 3 ครับ ผมสะดุ้งตื่นเห็นกองไฟรุกสว่าง ขึ้นมาพร้อมกับเสียงกึกกัก พักใหญ่ แว้วได้ยิน ทักว่ากินข้าวกัน ฟังอยู่นาน จับใจความได้ประมาณหนึ่ง แล้วก็เผลอหลับไป แต่สุดท้ายก็มาเฉลยตอนเช้านี้เองว่าพี่อาทิตย์ของเราลุกขึ้นมากินข้าวนี่เอง ตอนตี 3 คงเหนื่อยจากเมื่อคืนนี้ ที่เล่าเรื่องสนุกๆ จนเหนื่อย (555)

 เช้าวันที่ 2 ของการเดินทาง สมาชิกหลายๆท่านตื่นกันแต่เช้าครับ มาสัมผัสอากาศเย็นฉ่ำ พร้อมกับการจิบกาแฟอุ่นๆ ในแก้วที่มาพร้อมกลิ่นอันหอมกรุ่น ของการกินกาแฟกลางป่า เช้านี่หยิบยกบทสนทนาเมื่อคืนขึ้นมาคุยกันเล็กน้อย ก่อนที่พี่ลูกหาบจะหุงข้าว แล้วจัดเตรียมอาหารเช้า พวกเราก็ช่วยกันลงมืออย่างแข็งๆ (เพราะมันหนาว) ช่วยกันทำกับข้าว อาหารเช้ากันอย่างสนุก อีกกลุ่มก็เริ่มที่จะเก็บเต็นท์ สัมภาระ วันนี้เดินใกล้หน่อยครับ ทางเดินสบายไม่ชันเกินไป เช้าวันนี้มีต้มจืดวุ้นเส้นใส่โปรตีนเกษตร ยำปลากระป๋องรสชาติจี๊ดจ๊าด แซบเวอร์ ไข่เจียว อันนี้ขาดไม่ได้ เมื่ออิ่มท้อง อาหารเรียงตัวเรียบร้อย พร้อมกันแล้วก็เริ่มออกเดินเท้ากันครับจุดหมายวันนี้อยู่ที่แคมป์แม่รีวา แล้วช่วงบ่ายๆ จะเดินไปชมความสวยงามของน้ำตกแม่รีวากัน วันนี้ได้เดินข้ามคลองแม่กระสา ด้วยสะพานไม้ไผ่ที่พาดผ่านกลางสายลำธารคลองกระสาที่เห็นจากรายการ”เนวิเกเตอร์” เมื่อ 2 ปีก่อน วันนี้ได้มีโอกาสมาสัมผัสของจริงแล้ว ข้ามคลองแม่กระสาไปเราก็เดินเลาะริมธารน้ำไปจนลึกผ่านเข้าป่าไผ่ ข้ามธารน้ำ 2 แห่ง ผ่านชุมชนบ้านเก่า ที่เคยมีผู้มาอาศัยอยู่ในป่า ก่อนที่ทางการจะประกาศออกเป็นอุทยานฯแม่วงก์ เมื่อปี 2529 แล้วชุมชนนี้ก็ได้ย้ายออกไปเมื่อปี 2531 แต่ก็ยังคงเหลือล่องรอยที่อยู่อาศัยให้ได้เห็นกันอยู่ ผมเดินผ่านชุมชนบ้านเก่านี้สักเกตุเห็นถึงอะไรบางอย่างที่นั้น ว่าทำไมต้นไม้ที่นั้นแข่งกันโตจัง มีแต่ต้นยางนาที่สูงใหญ่ เอียงคอมองไปจนสุดยอดใบ สูงจริงๆ ทั้งยังมีแนวก้านกิ่งใบต้นไผ่มาผสานพันกันทำให้ทึบอีกชั้น ชอบป่าที่นี้จัง อุดมสมบูรณ์ดี อยากให้เป็นอย่างนี้ต่อไปอีก 100 ๆ ปี พวกเราก็ เดินไปเรื่อยๆ ครับ พร้อมกับ การชี้ให้ดูวิวริมทาง สมุนไพรของพี่อาทิตย์ ว่าอะไรมีสรรพคุณด้านใด แก้ไร ชี้ให้ดูร่องรอยเท้าสัตว์ป่า ทั้งหมูป่า ช้าง กระทิง ยังมีขี้ของสัตว์ป่าด้วยที่พี่เขาชี้ให้ดู นี่แหร่ะครับ ที่เขาว่ากันว่าคนอยู่ป่ารู้จักป่า ต้องอย่างนี้ เราก็เดินไปจนถึงแคมป์แม่รีวา เวลา 11.00 น. จัดแจงหาทำเลที่พักกางเต็นท์ เปลี่ยนเสื้อผ้า กินอาหารกลางวันได้แก่มาม่า+ต้มจืด(ที่เหลือจากมื้อเช้า แล้วก็ลงไปสัมผัสสายน้ำของแม่รีวากัน ก็ได้เจอกับต้นไม้ริมน้ำที่มีผลดกทีเดียว ไร่เรียงไถ่ถามชื่อนามขาน ก็ได้ชื่อมาว่าชื่อต้นซ่าน ซึ่งลูกซ่านสามารถรับประทานได้ รสชาติออกเปรียวๆ แก้ง่วงดีนัก เป็นที่ถูกอกถูกใจสมาชิกหลายๆ คน ขนาดถึงขั้นเอากลับมากินกันที่แคมป์แม่กระสา จวบจนเวลา 12.30 น. ก็ออกเดินทางไปชมน้ำตกแม่รีวากัน ครับ เดินย่ำต๊อกๆ ไปตามผืนป่า ข้ามน้ำ ข้ามเนิน ก็ได้ยินเสียงสายน้ำกระทบพื้นอยู่ใกล้ๆ ไม่ไกลจากตรงที่ยืนฟังเสียง ถึงแล้วน้ำตกแม่รีวา

ชื่อแม่รีวา แปลว่ากองหินขาว ภาษากะเหรื่ยง มาจากต้นน้ำนครสวรรค์ ช่วงสวยสุดเป็นเดือนพย.น้ำจะใสและ นิตยสาร Asia Magazine ได้ให้น้ำตกแม่รีวาว่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดในเอเชียเลย

 เราก็เก็บภาพน้ำตกแม่รีวากันเป็นที่ระลึกกันสักพัก ก็กระโจนลงเล่นน้ำตกแม่รีวาที่แสนจะเยือกเย็น เหล่าๆสมาชิกก็เล่นกันอย่างสนุกสนาน ราวกับว่าอุณภูมิของน้ำนั้นปกติ แต่ทริปนี้ต้องยอมผู้หญิงตัวเล็ก คนนี้ที่ชื่อ”อิ๋ว” เธอคนนี้ไม่เคยกลัวสายน้ำที่จะเย็นแค่ไหน ขอให้ได้เอากายลงไปสัมผัสน้ำเถอะเธอสู้ตาย ทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็น เจ๋งอ่ะ “อิ๋ว” พอเถอะหนาวแล้ว ขึ้นจากน้ำก็เตรียมตัวเดินกลับแคมป์แม่รีวากัน ใช้เวลาเดินกลับไปไม่น่าเพียง 2 ชม.ก็ถึงแคมป์แม่รีวา อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หุงหาอาหารมื้อเย็นกัน เมนูมื้อเย็นของการเดินทางวันที่ 2 ได้แก่ ผักดอกกะหล่ำ / ผัดผักพริกแกง /ไข่เจียวแหนม /ตบท้ายด้วยถั่วเขียวต้มน้ำตาล กินในกระบอกไม้ไผ่ (BYพี่อาทิตย์) เจ้าหน้าที่คนเก่งของกลุ่มเรา การกินจากกระบอกไม้ไผ่นั้น ได้ความหอมของกลิ่นไม้ไผ่ บวกกับความอร่อยของถั่วเขียวต้มน้ำตาล มันเป็นอะไรที่ลงตัวจริงๆ ก็นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ คืนนี้มีบทสนทนากันต่อกบัพี่ๆ เจ้าหน้า อาทิตย์ และ พี่ช้าง ซึ่งคืนนี้จะเป็นที่มาของวลีเด็ด หลายคำ โปรดติดตามกันไปเรื่อยๆ โดยเมื่อกินข้าวกันเสร๋จเรียบร้อย ล้างถ้วยจามชาม เก็บเข้าที่กันแล้วก็แยกย้ายกัน ส่วนอิ๋วได้ไปขอนอนเล่นเปล พี่ๆเจ้าหน้า ที่แยกตัว ไว้ข้างๆแคมป์ พร้อมก่อซุ่มไฟ ส่วนผมเดินไปร่วมสนทนากับพี่ เจ้าหน้าที่ทั้งสองท่าน ภายหลัง บทสนทนาจากแค่สี่คน เพียงไม่กี่ นาทีก็ฮาแล้ว แต่เพียงไม่นานสมาชิกมาสมทบอีกเรื่อยๆ ร่วมวงสนทนากันอย่างสนุกสนาน ครั้งนี้พี่อาทิตย์ ของเราก็หนีไม่พ้นเรื่องพ่อตากับลูกเคยอีกเลย แต่เล่ากี่ครั้งก็อาจริงๆ นับถือพี่จริงๆ สนุกสนาเวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ สมาชิกก็เริ่มถอนตัวเข้าพักกายกัน ก็เหลือแค่ 4 คนแรกที่ปักหลักฮากันไม่เลิก สนุกกันก็ตอนนี้แหล่ะครับ คุยไปเรื่อยเปื่อย แต่คราวนี้พี่ช้างปล่อยเรื่องฮากันบ้าง เกี่ยวกับเรื่องที่จะชวนกันไปดูดาวที่ค้างกันไว้ตั้งแต่แคมป์ที่แม่กระสา ไม่เดินไปให้ไกล ไม่ต้องหาที่โล่งก็สามารถเอาดาวมาดูกใกล้ๆกันได้ แถมยังจะพาไปดีกอฟล์ ด้วย โดยใช้แค่ฝาทองกระป๋องเขียว 555 แถมยังมีกระต่ายให้ยิงอีกคืนนั้น กาหลายตัวก็โดดเข้ากองไฟไป ยังไม่ยอมตาย ยังฟื้นคืนชีพออกมาปล่อยมุกได้อีก (กา กา กา) หลายเรื่องราวที่ชวนขำกัน ทั้งยังได้วลีเด็ดๆ “ให้ชนะ” เพราะว่าทุกคนต่างมีเรื่องราวที่เล่ากันหมดไม่ยอมกันเลย จนต้องมีอีกฝ่ายพ่ายแพ้ไป 555 ขนาดแค่เรื่องกินกาแฟ วันละ3 แก้ว อีกคนเกทับ 4-5 แก้ว ยังไม่ยอมกันเลย จนเวลาปาเข้าไป 22.30 น. ขอตัวไปนอนพักผ่อนก่อนครับ พรุ้งนี้ต้องตื่นแต่เช้า เพื่อเดินไปพักที่แคมป์ตีนดอยก่อนจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกช่วงเย็นที่ยอดเขา”โมโกจู”ราตรีสวัสดิ์

advertize

เช้ารุ่งวันที่ 3 ของการเดินทาง

เช้ารุ่งวันที่ 3 ของการเดินทาง ตื่นตามเสียงนาฬิกาปลุก ตี 4 ลุกออกมาจากเต็นท์ มาสัมผัสอากาศหนาว คืนนี้ไม่หนาวเท่าไหร่ พอทนไหว แล้วก็เดินหากองไฟเพื่อเรียกความอบอุ่น เห็นพี่ๆ เจ้าหน้าที่ และลูกหาบกำลังเติมฟืนสุ่มไฟจิบกาแฟ และหุ่งข้าวแต่เช้าให้พวกเรา ผมเองก็จัดแจงตระเตรียมอาหารเช้าเมนูวันนี้ ผักกะหล่ำหมูกรอบ น้ำพริก ผักสด ผัดผักพริกแกง ส่วนวันนี้ต้องห่อข้าวกลางวันไปทานระหว่างทางด้วย เมนูกลางวันก็ง่ายไข่ต้มกลางวันคนละ 1 ใบ แต่มีบางคนกินข้าวน้อย ขอไข่ 2 ใบ 5555 ไม่ว่ากันมีเยอะ ผ่านพ้นไปเวลา 6 นาฬิกาสมาชิกเริ่มเก็บสัมภาระแยกของที่ไม่จำเป็นเอาไว้ที่แคมป์แม่รีวา ถอนน้ำหนักออกเพื่อให้เดินสบายขึ้นเพราะวันนี้เราต้องเดินกันไกลบวกกับเส้นเป็นเขาสูงชัน เวลาแปดโมงเริ่มออกเดินทางกันครับ วันนี้เจอของจริง เดินๆ ปีนๆ ป่ายๆ ไปกับภูมิประเทศ ทั้งป่าไผ่ ทิวเขา เนินสูง ทางราบมีน้อย มีแต่ทางชัน เดินไปพักไปเล่นตามต้นไม้ เดินกัน 5 คนก็จับจองตามต้นไม้ใหญ่เพื่อพิงกายไปกับต้นไม้แก้เหนื่อย เป็นระยะๆ เดินป่าครั้งนี้เล่นซะกล้ามเนื้อขาตรึงกันเลยทีเดียว ระหว่างเดินเท้าไปเรื่อย สิ่งที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้ก็บินมาพร้อมกับเสียงก้องบนฟ้า เงยหน้าขึ้นมองเห็นนกเงือกตัวใหญ่โผบินเกาะยอดไม้สูง แล้วก็ถลาบินไปบนฟ้า แล้วเราก็แวะพักทางข้าวเที่ยวก่อนทางลงที่ คลอง 1 ก่อนจะแวะลงไปเติมน้ำที่นั้น มื้อนี้กินข้าวไข่ต้ม เป็นอาหารกลางวันที่อร่อยมาก แถมพี่อาทิตย์ เจ้าหน้าที่ของกลุ่มเรา มีน้ำพริกหมากฝรั่ง ปลาแห้ง ติดมาให้แกล้มกับไข่ต้มอีก ข้าวสามคำกับน้ำพริกแค่เสี้ยวช้อน ยิ่งอร่อยเข้าไปอีก

 ส่วนการเดินขึ้นยอดโมโกจู ระหว่างทางเราจะเห็น เทือกแม่กี เราจะเดินอ้อมไปโมโกจูซึ่งสูงกว่าเทือกนี้ จะเห็นเมฆแตะๆ บนยอด เดินกันต่อ พี่อาทิตย์ ก็หาสสมุนไพรให้เราดูกันไปตลอดทางเดิน แถมยังหาก้านกุ้งส้มให้ชิมแก้หิวน้ำแต่ก่อนถึงทางลงคลอง 2 นั้นพี่อาทิตย์ ชี้ให้พวกเราดูจุดชมวิวที่มองเห้นก้อนหินเรือใบ ที่ตั้งตระง่านอยู่บนยอดเขาโมโกจู กลุ่มเราหยุดดูและชื่มชมกับความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่สรรค์สร้างขึ้นมา ใช้พวกเราได้มีโอกาสมาสัมผัส ผมเองก็ งง นะครับ ว่า ก้อนหินเรือใบนั้น ขึ้นไปอยู่ได้ยังไงบนนั้น ก็ได้แต่เก็บเป็นคำถามที่มี่คำตอบต่อไป เดินกันต่อครับ เพื่อเติมน้ำไปใช้บนแคมป์ตีนดอยที่ 2 เพราะบนนั้นไม่มีน้ำใช้

โมโกจู

โมโกจู ตลอดเส้นทางขึ้นแคมป์ตีนดอย ทางชันมากเดินกันไปพักกันไป เราถึงแคมป์ตีนดอยเวลาประมาณ บ่าย 3 โมงเย็น พอถึงพี่ๆลูกหาบก็จัดแจงก่อไฟเพื่อหุงข้าวเย็น พวกเราก็ช่วยกันกางเต็นท์ กาง Flysheet รอสมาชิกอีกกลุ่มขึ้นมาสมทบจนครบ และวันนี้ 5 โมงเย็น เราจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดเขาโมโกจูกัน ซึ่งใช้เวลาเดินขึ้นไปจากแคมป์ที่พัก ถึงยอดเขา ประมาณ 30 นาทีเท่านั้น เมื่อพร้อมเดินเท้ากันต่อครับไปดูพระอาทิตย์ตกกันครับ ว่าสวยแค่ไหน

โมโกจู

โมโกจู 

โมโกจู

โมโกจู 

โมโกจู

โมโกจู 

โมโกจู

โมโกจู พอขึ้นไปถึงบนยอดเขา มองออกไปเบื้งหน้าตรงผืนป่าที่เห็นอยู่รอบตัวเลย เส้นทางที่เดินมาก็เห็นพืชพันธ์ มอสเฟิร์นหรือไม้บางชนิดออกดอกอยู่บ้างเล็กน้อย ก็สวยมาครับ ถ้ามาช่วงต้นเดือน พฤศจิกายนผมว่าต้องสวยกว่านี้แน่ๆ แล้วพี่อาทิตย์ก็บอกเล่าเรื่องราว ผืนป่าด้านหน้าทั้งหมดว่าเป็นของ เขตรักษาพันสัตว์ป่าอุ้มผาง / เขตรักษาพันสัตว์ห้วยขาแข้ง เราขึ้นไปยืน ณ จุดตรงนั้นเหมือนอยู่ระดับเดียวกับเมฆเลย สวยงามครับ แต่ก็ไม่พลาดที่จะขึ้นไปบนหินเรือใบ เพื่อบันทึกลงจิตใจว่าเรามาพิชิตได้แล้ว

หินเรือใบยอดโมโกจู

หินเรือใบยอดโมโกจู 

โมโกจู

โมโกจู 

โมโกจู

โมโกจู เรารอจนฟ้าหมดแสง จึงเดินลงไปที่แคมป์ เพื่อทานข้าวเย็นกันครับ เมนูมื้อเย็นนี้ พี่ช้างและพี่ๆ ลูกหาบเป็นผู้แสดงฝีมือกันครับ ตั้งแต่ต้มยำประกระป๋องใสกุนเชียง /ผัดกะเพาทูน่า ไข่เจียว ผัดผัก น้ำพริกกะปิ อิ่มจากข้าวเย็นก็ตบท้ายด้วยกาแฟอุ่นๆ แถมท้ายด้วยสมุนไพรต้ม กำลังม้า +หนุมานประสานกาย แก้หนาวกันสักหน่อย นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ สอบถามทางลูกหาบเกี่ยวกับเรื่องราวของทางติ๊ก ตอนที่มาโมโกจู และเพื่อนสาวที่เคยมาที่นี้ ถามพี่ลูกหาบว่ารู้จักเพื่อสาวเราไหม ช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงที่ได้ลูกหาบชุดเดียวกัน พี่ลูกหาบก็ร้องอ๋อจำได้ด้วย (เป็นเจ้าของบทความเรื่อง โมโกจู...ยังจำอยู่...ไม่รู้ลืม พี่ลูกหาบก็เล่าเรื่องราวตอนที่ติ๊กมาที่นี้ พี่เขาก็เป็นลูกหาบให้กับติ๊ก แต่วันนี้สมาชิกหลายๆท่านเข้านอนกันเร็วครับ คงเพราะเหนื่อยจากการเดินป่ามา 8-9 ชม. ที่แสนยาก แต่สำหรับผม เอาตัวซุกในเต็นท์ หัวโผล่ออกมานอนราบกับพื้นมองขึ้นฟ้าไป เพราะว่า ช่วงค่ำๆ ที่นั้นดาวสวยมากครับ ขอบอกภาพนั้นยังประติดตาผมอยู่เลยครับ เสียดายที่ต้นไม้เยอะไปหน่อยไม่ได้เก็บภาพมาอวดโฉมกัน คืนนี้ไม่หนาวสักเท่าไหร่ รีบนอนเก็บแรงเพื่อตืนแต่เช้าเดินไปชมความงามของแสงแรกของพระอาทิตย์ขึ้น ที่ยอดเขาโมโกจูกันอีกครั้ง

โมโกจู

โมโกจู 

อาหารเย็นวันที่ 4

อาหารเย็นวันที่ 4 เช้าวันที่ 4 ของการเดินทาง
ตื่นกันตั้งแต่ตี 3 ลุกมานั่งก่อไฟ สนทนากัน เพราะพี่อาทิตย์ หิวข้าว 555 แกลุกมากินข้าว ตอนตี 3 พวกเราก็เลยลุกมาสมทบกัน จิปกาแฟแก้หนาวกัน นั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ ช่วงตี 5 มีกลุ่มนักท่องเที่ยว เริ่มเดินขึ้นมาจากแคมป์ตีนดอยด้านล่าง เพื่อขึ้นไปดูพระอามทิตย์ขึ้นแล้ว พวกเราก็สอบถามว่าใครจะขึ้นไปบ้าง เตรียมตัวกันได้เลยครับ เช้านี้ขึ้นไปเพียง 5 คนพร้อมกับพี่ช้าง เจ้าหน้าที่อีก 1 ท่าน ครับ อาการไม่หนาวเท่าไหร่ แต่ลมแรงครับ สัมผัสได้จากการยืนมอง ลมที่พัดผ่านใบไม้ไหวเอียง ตี 5.30 น. เดินขึ้นไปถึงยอดเขา เพื่อรอเก็บภาพความประทับใจ แสงอรุณยามเช้า บางกลุ่มก็นั่งรอแสง บางกลุ่มก็ถ่ายรูปเล่นกันไป เพื่อรอพระอามทิตย์ขึ้น จนแสงอาทิตย์เริ่มออกมาให้ชมกันแล้ว เส้นขอบฟ้าตัดกับแสงอรุณยามเช้าช่างสวยงามจริงๆ ทิวหมอกลอยตัวเหนือผืนป่า เมฆบนฟ้าเริ่มแตกตัวออก เหมือนเมืองในนิยายจริง จนล่วงเลยเวลาสายก็เดินลงมาที่แคมป์ เพื่อกินข้าวเช้า เมนูเช้าวันนี้ ยำปลาป๋อง ไข่เจียว ผัดผักพริกแกงกุนเชียง ส่วนข้าวเที่ยงวันนี้ข้าวสวยกับปลากรอบ 3 รส อิ่มแล้ว พวกเราก็เริ่มเก็บสัมภาระกลับ เดินลงไปจากแคมป์เพื่อจะกลับไปนอนที่แคมป์แม่กระสากันครับวันนี้ เริ่มเดินทางวันเวลา 08.00 น. จากทางที่เคยชันเมื่อตอนเดินขึ้น คราวนี้เดินลงน่าจะวิ่งได้เลย ตั้งหน้าเดินๆ ๆไปจนถึงแคมป์แม่รีวาบ่ายโมง เพื่อเก็บสัมภาระที่เหลือเล็กน้อย แล้วนั่งรอสมาชิกกลุ่มหลัง นานมากจนกินข้าวเที่ยง นั่งเอาขาแช่น้ำที่คลองแม่รีวาอยู่ 2 ชั่วโมง จนสมาชิกเริ่มถยอยมากัน บางคนก็นั่งพักเอาแรง บ้างก็เก็บของแล้วออกเดินกันต่อ
*แต่ก็มีเรื่องราวสนทนาที่น่าสนใจอยู่บทหนึ่ง เรื่องราวเกี่ยวกับมีด ที่นั่งคุยกัน มีผม พี่ช้าง อิ๋ว คิดแล้วยังฮาอยู่เลย บ่าย3 โมงเราออกเดินทางกันต่อครับ ราวๆ 5 โมงเย็น ก็ถึงแคมป์แม่กระสา พี่ๆลูกหาบที่เดินทางมาถึงแคมป์ก่อนก็จัดแจงหุงข้าว ตะตรียมอาหารเย็นวันนี้กัน โดยมือเย็นวันนี้พี่ๆเจ้าหน้าทั้งสองท่าน และพี่ๆลูกหาบทั้งสาม ขอแสดงฝีมือเองทุกอย่าง จัดหน้าตาอาหารซะสวย จนไม่กล้าทานกันเลยทีเดียว เมนูที่พี่ๆเขานำเสนอได้แก่ หัวปลีชุบแป้งทอด ผัดผักกูด แกงส้ม ผัดถั่วฝักยาว ลาบปลา ยำไข่เค็ม ดอกแคป่าผัดน้ำมันหอย อร่อยทุกอย่าง ยังไม่หมด ตบท้ายด้วยถั่วเขียวต้มน้ำตาล และยาสมุนไพรต้ม เพื่อเรียกกำลังวังชากัน อีกสักรอบ จิ๊บไปหลายจอกมึนๆ เหมือนกันนะครับ ยาสมุนไพร 555 ก่อนจะนั่งคุยไปเรื่อยๆ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน เพื่อเดินทางกลับสู่ ที่ทำการอทุยานฯตอนเช้าอีกวัน

 เย็นของการเดินทางวันที่ 4 ที่แคมป์แม่กระสา อาหารมื้อเย็นวันนี้ พี่ๆ เจ้าหน้าที่และพี่ๆลูกหาบ ช่วยกันลงแรงแสดงฝีมือการทำอาหารให้พวกเราทาน
หน้าตาอาหารดูดี เลิศ ระดับ ภัตราคารเลย

 เช้าวันที่ 5 ของการเดินทาง
 ตื่นกันตั้งแต่ ตี 5 วันนี้อากาศหนาวครับ ถึงขั้นออกมาจากเต็นท์ต้องเดินไปเรียกไออุ่นที่กองไฟกันทีเดียว จิบกาแฟแก้ รุ่งสายเช้านี้สมาชิกเริ่มถยอยตื่นกันครบ บทสนทนาก็เริ่มสนุกกันขึ้นแล้ว หนาวช่วยอีกแรง พี่ๆเจ้าหน้าที่ พร้อมพี่ๆลูกหาบก็หุ่งข้าวรอ พร้อมกับการทำอาหารเช้าให้กับพวกเรา วันนี้พี่ฮอทแสดงฝีมือการทำต้มจืดวุ้นเส้น ดูจากท่าทางการฝานหัวไชเถ้า ไม่ทำธรรมดาจริงๆ พิถีพิถันมากในการปรุงอาหาร เมนูเช้าวันนี้ ต้มจืดวุ้นเส้น ยำไข่เค็ม ไข่เจียว ผัดพริกแกงหมู ของพี่อาทิตย์ จนช่วงเวลา 7 โมง บางส่วนก็จัดแจงภาระกิจส่วนตัว เก็บสัมภาระลงกระเป๋า เก็บเต้นท์ แล้วก็ทานข้าวเช้าพร้อมกันพี่ๆลูกหาบและเจ้าหน้าที่ทั้งสองท่านร่วมกันครับ โดยที่มื้อเที่ยงวันนี้ ไม่มีอาหารกลางวันนอกจากให้สมาชิกทุกท่านพก มาม่า คนละ 1 ห่อ เพื่อเป็นอาหารแก้หิว เพราะวันนี้เราจะไปทานข้าวเที่ยงที่ ที่ทำการอุทยานฯ กัน แปดโมงกว่าก็เริ่มออกเดินทางกันครับ กลับระยะทาง 16 กม. กับการย้อนรอยมอขี้แตกอีกรอบ วันนี้เดินกันค่อนข้างสบายหน่อยครับ จากการฝึกฝนเดินทนมาตลอด 4 วันแรก วันนี้เลยเดินได้ง่ายไปกับสมากชิก 5 ท่าน และพี่ช้าง + พี่ลูกหาบ โดยที่คุณต้นขอตัวเร่งฝีเท้าไปเอารถยนต์มารับ คนเจ็บที่อยู่กลุ่มหลัง วันนี้ดูไม่เร่งรีบพูดคุยกันไปตลอดทาง มีรอยเท้าสัตว์ให้เห็นอีกเป็นระยะๆ แต่ก็มีช่วงเหนื่อยที่ขึ้นทางชันยาวๆ เป็นระยะๆ ได้ยินเสียงต้นไผ่คุยกันเป็นระยะ เสมือนทักทายช่วงที่เราเดินผ่านกัน ขอบอกว่าท้องฟ้าสวยมากครับวันนี้ ไม่มีเมฆ ฟ้าใสมาก ก่อนที่จะหยุดพักกันที่คลอง 1 เรียกกำลังก่อนจะขึ้นมอขี้แตก ซึ่งช่วงนี้เหนื่อยเอาเรื่องครับ กับสัมภาระที่แบกมาเต็มหลัง แต่ก็ผ่านๆไปได้ด้วยดีครับ เดินต่อไป จนบ่ายโมงกว่า ถึงที่ทำการอุทยานฯ ถ่ายรูปกับป้ายอุทานฯ เป็นที่ระลึกกันสักหน่อย แต่กลุ่มหลังผมว่าเดินสนุกกว่าอีกครับ เพราะพี่อาทิตย์ พาชมนกชมไม้ แวะริมทางนั่งกินม่าม่าชิวๆไปเรื่อยๆ จนคุณต้นเอารถยนต์เข้าไปรับออกมาจากคลอง 1 กลับมาที่ ที่อุทยานฯกันจนครบทุกท่าน บางคนก็ขอตัวไปอาบน้ำ แช่น้ำแร่ พักกายเอาแรง แล้วก็ร่วมรัปประมานอาหารด้วยกัน กล่าวคำขอบคุณที่ดูแลกลุ่มเราตลอดการเดินทาง 5 วัน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับพี่ๆ ลูกหาบและเจ้าหน้าที่ทั้งสอง กันเล็กน้อย พูดคุยสนทนาหยอกล้อ ปล่อยมุก คอยเบรคกัน เรียกเสียง ฮ่า เสียงหัวเราะ ขำขัน กันก่อนจะแยกย้ายของตัวกลับกัน จบทริปการเดินป่าระยะไกลอย่างสนุกสนามไปตามๆกันครับ ซึ่งผมจะกลับไปเยือนที่นี้อีกครั้ง

แผนที่ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และสถานที่ใกล้เคียง

เส้นทางไปอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ กำแพงเพชร