หน้าหลัก >> กรุงเทพมหานคร >> วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)


 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) อยู่ที่ถนนสนามไชย ข้างพระบรมหาราชวัง เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้เล่าเรียนพระปริยัติธรรม วัดนี้ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดโพธิ์ใหม่ทั้งหมด และได้นำเอาตำราวิชาการด้านต่างๆ มาจารึกไว้โดยรอบ เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน ถือได้ว่าวัดโพธิ์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย นอกจากนี้ที่วัดโพธิ์ยังมีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ก่ออิฐถือปูนปิดทองทั้งองค์ ยาว 46 เมตร สูง 15 เมตร ที่ฝ่าพระบาทแต่ละข้างมีลวดลายประดับมุกเป็นภาพมงคล 108 ประการ อันเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของมหาบุรุษตามคติของอินเดีย

    เดินทางสู่วัดโพธิ์ สำหรับการเข้าไหว้พระหรือเยี่ยมชมวัดสำคัญๆ ต่างๆ ในกรุงเทพฯ การเดินทางนั้นส่วนใหญ่จะเป็นรถสาธารณะ หรือไม่ก็เดินไหว้พระแบบวันเดียว 9 วัดก็แล้วแต่ การนำรถส่วนตัวมาเองนั้นจะไม่สะดวกตอนที่ต้องหาที่จอด เพราะพื้นที่รอบๆ วัด บางครั้งก็เป็นพื้นที่ห้ามจอด ในทริปนี้เราเดินทางมาไหว้พระที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วมรกต แล้วเดินมาที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ประตูวัดโพธิ์มีหลายด้าน หากเดินตามเส้นทาง 9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ ก็จะต้องเข้าประตูถนนท้ายวัง ใกล้ๆ แยกถนนมหาราช พอเข้ามาจะได้พบวิหารพระนอนก่อน เพราะวิหารพระนอนนับเป็น๙ สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ อันดับแรก

    เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชมสำหรับชาวไทย ชาวต่างชาติคนละ 50 บาท ต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2222 5910, 0 2226 2942, 0 2226 1743, 0 2225 9595

    ในวันที่ 31 มีนาคม 2551 จารึกวัดโพธิ์ จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองให้เป็น "มรดกแห่งความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World)" จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ องค์การยูเนสโก (UNESCO)

ติดต่อสอบถาม:ททท.สำนักงานกรุงเทพฯ http://www.tourismthailand.org/bangkok

การเดินทางไป วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) << คลิกเลย


แนะนำที่เที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร ส่งภาพและข้อมูลได้ที่ แฟนเพจทัวร์ออนไทย
ภายในวิหารพระนอนหรือพระไสยาสน์

ภายในวิหารพระนอนหรือพระไสยาสน์ ทางเดินด้านหลังองค์พระนอนเป็นทางเดินตรงเหมือนด้านหน้าขององค์พระ ผนังด้านในของพระวิหารพระไสยาสน์มีภาพจิตรกรรมที่งดงามมากมาย สำหรับช่วงเทศกาลจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเยอะมากจนบางครั้งไม่สามารถจะหยุดเดิน หรือถ่ายรูปแบบใช้ขาตั้งได้ ก่อนสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น พื้นที่บริเวณวิหารพระพุทธไสยาสน์ปัจจุบันยังมิได้อยู่ในเขตของวัด แต่เป็นวังที่ประทับของพระเจ้าน้องนางเธอพระองค์เจ้ากุ หรือที่เรียกกันว่า เจ้าครอกวัดโพธิ์ (ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นกรมหลวงนรินทรเทวี) ต่อมาเมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ลงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างวังใหม่ประทานแก่ลูกหลาน รวมพื้นที่ดังกล่าวเข้ากับวัดโพธิ์ แล้วสถาปนาวิหารพระพุทธไสยาสน์

มหัศจรรย์พระพุทธไสยาสน์

มหัศจรรย์พระพุทธไสยาสน์ 9 สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์ อันดับที่ 1 มหัศจรรย์พระพุทธไสยาสน์ วิหารพระพุทธไสยาสน์สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ โดยมีลักษณะพิเศษ คือ มีการประดับมุกภาพมงคล 108 ประการที่บริเวณฝ่าพระบาท

advertize

มหัศจรรย์พระพุทธไสยาสน์

มหัศจรรย์พระพุทธไสยาสน์ การประดับมุกภาพมงคล 108 ประการที่บริเวณฝ่าพระบาทตามที่คัมภีร์ปฐมสมโพธิกถาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส พระพุทธบาทที่ประดับด้วยลายมงคล 108 ประการนั้น ปรากฏมานานแล้วตั้งแต่ในศิลปะสุโขทัยและอยุธยา อย่างไรก็ดี ระบบการเรียงมงคลนั้นกลับแตกต่างกันออกไปตามยุคสมัย บริเวณติดกับนิ้วพระบาท ปรากฏภาพพรหม 16 ชั้น ซึ่งแสดงเป็นรูปพรหม 4 หน้าประทับนั่งบนบัลลังก์ ถัดลงมาได้แก่เขาพระสุเมรุซึ่งแสดงเป็นรูปโขดหินที่มีวิมานของพระอินทร์ตั้งอยู่ โดยที่มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ โคจรอยู่โดยรอบ ด้านล่างจักรกลางพระบาท ปรากฏสระอโนดาตซึ่งมีปากสระ 4 ปาก คือปากรูปช้าง ปากรูปม้า ปากรูปโค และปากรูปสิงห์ รวมถึงแก้ว 7 ประการของพระจักรพรรดิซึ่งประกอบด้วย ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว แว่นแก้วและจักรแก้ว การนำเอาจักรวาลทั้งหมดมาไว้ที่ใต้พระบาท ย่อมแสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นโลกุตระ ทรงอยู่เหนือภูมิสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิและอรูปภูมิทั้งมวล นอกจากนี้ ยังอาจตีความได้ว่า พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธมนุษยสมบัติ เทวสมบัติและพรหมสมบัติ ทั้งหมดจึงมาอยู่ใต้พระบาทของพระพุทธองค์ วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ก็มีลักษณะที่น่าสนใจ เป็นตัวอย่างของอาคารทรงไทยประเพณีผสมอิทธิพลจีน-ฝรั่งในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ เป็นอาคารที่มีหน้าบันแบบไทยประเพณี คือมีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันเป็นลายเครือเถาซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมในรัชกาลนี้ อย่างไรก็ตาม เสากลับเป็นเสาสี่เหลี่ยมไม่ย่อมุมและไม่มีบัวหัวเสา อันเป็นลักษณะพระราชนิยม นอกจากนี้ ซุ้มประตูหน้าต่าง ยังเป็นซุ้มที่ประกอบไปด้วยลายจีนกับลายฝรั่งผสมกัน อันแสดงให้เห็นอิทธิพลจีน-ฝรั่งที่เข้ามามีบทบาทสูงในงานศิลปกรรมระยะนี้

หอระฆังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

หอระฆังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ตั้งอยู่ใกล้ๆ พระวิหารพระไสยาสน์ มีลักษณะการก่อสร้างที่สวยงามปราณีต ประดับด้วยกระเบื้องสีสันสวยงาม

ซุ้มประตูภายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ซุ้มประตูภายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซุ้มประตูนี้เป็นทางเดินระหว่างวิหารพระไสยาสน์ไปยังพระอุโบสถ มียักษ์ยืนเฝ้าประตูที่เรียกว่ายักษ์ทวารบาล ด้านหนึ่งเป็นลักษณะทางตะวันตก อีกด้านหนึ่งเป็นแบบจีน (คนละซุ้มประตูกันครับแต่เอามาเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ) ผ่านจากซุ้มประตูนี้ไปแล้วจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 2

advertize

สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 2

สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 2 มหัศจรรย์ตำราเวชเชตุพน ศาลาจารึกตำรานวดแผนโบราณ มีจิตรกรรมลายเส้นบอกตำแหน่งนวด นับเป็นบันทึกที่รวบรวมสรรพวิชาทั้งการแพทย์ การเมือง การปกครอง ประวัติการสร้างวัด และ วรรณคดี นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ

พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล

พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เป็นสิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 3 ด้านหลังพระอุโบสถ ปรากฏพระมหาเจดีย์ 4 องค์ เรียกกันโดยรวมว่า "พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล" โดยที่เจดีย์ที่เรียงกัน 3 องค์นั้น เป็นเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1-3 อันได้แก่พระเจดีย์ศรีสรรเพชญ์ดาญาณ เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1 เป็นเจดีย์องค์กลาง เจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 2 เป็นเจดีย์องค์เหนือ และเจดีย์มุนีปัตตปริกขาร เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 3 เป็นเจดีย์องค์ใต้ ทางตะวันตก ปรากฏเจดีย์อีกองค์หนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในแถวเจดีย์ 3 องค์ เป็นเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4 ในภาพนี้จะมองเห็นองค์กลาง(องค์สูงที่สุดในภาพ) พระเจดีย์ศรีสรรเพชญ์ดาญาณ เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1 องค์ใต้เจดีย์มุนีปัตตปริกขาร เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 3 และองค์ตะวันตก จำลองแบบมาจากเจดีย์ศรีสุริโยทัย มีเรือนธาตุเข้าไปภายในได้ ซึ่งจากในรูปนี้จะเห็นความแตกต่างของเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4 ซึ่งต่างจากเจดีย์อีก 2 องค์ได้อย่างชัดเจน

    เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1-3 นั้น มีลักษณะเป็น "เจดีย์ทรงเครื่อง" อันเป็นเจดีย์แบบหนึ่งในสองแบบที่เป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 1-3 กล่าวคือ เป็นเจดีย์ที่มีแผนผังย่อมุมไม้ 20 ฐานเป็นฐานสิงห์ 3 ฐาน รองรับบัวคลุ่มซึ่งรองรับองค์ระฆังอีกทีหนึ่ง องค์ระฆังมีลักษณะยืดสูงหรือที่เรียกกันว่า "ทรงจอมแห" ยอดด้านบนมีลักษณะเป็น "บัวคลุ่มเถา" คือเป็นดอกบัวทรงคลุ่มหรือทรงบาตรซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆ ปลียอดมีลักษณะเล็กเรียวแหลม หรือที่เรียกกันว่า "ไม้เรียวหวดฟ้า"

    เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4 นั้น กลับเป็นเจดีย์ที่จำลองมาจากเจดีย์วัดสวนหลวงสบสวรรค์ หรือที่รู้จักกันว่าเจดีย์ศรีสุริโยทัยมาสร้าง ดังที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าพระองค์ทรงมีพระราชนิยมในการจำลองเจดีย์ในศิลปะอยุธยามาสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจดีย์ทรงกลม ดังปรากฏอยู่ในวัดที่ทรงสร้างโดยทั่วไป เช่น วัดมกุฏกษัตริยารามและวัดโสมนัสวิหาร อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเจดีย์ที่ปรากฏอยู่เดิมในวัดพระเชตุพนฯ นั้นเป็นเจดีย์ในผังย่อมุมไม้ 20 การออกแบบให้เจดีย์ประจำรัชกาลของพระองค์เป็นเจดีย์ทรงกลมนั้นอาจทำให้ขัดแย้งทางด้านสุนทรียภาพได้ จึงเป็นไปได้ที่มีการค้นคว้าเกี่ยวกับเจดีย์ในศิลปะอยุธยาที่มีผังย่อมุม ยังผลให้เกิดการจำลองเจดีย์ศรีสุริโยทัยในที่สุด



    เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4 เป็นเจดีย์ที่มี "เรือนธาตุ" ที่เข้าไปภายในได้ อันเป็นลักษณะเดียวกับเจดีย์ศรีสุริโยทัยในกรุงศรีอยุธยา ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัวลูกแก้วในผังย่อมุมไม้ 12 ซ้อนกันรองรับองค์ระฆังซึ่งอยู่ในผังเดียวกัน ที่ยอดมีลักษณะเป็น "ปล้องไฉน" ซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะอยุธยาที่แตกต่างไปจาก "บัวคลุ่ม" ในส่วนเดียวกันของเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1-3

    เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4 เป็นเจดีย์ประจำรัชกาลองค์สุดท้าย เนื่องจากทรงมีพระราชดำริให้เลิกสร้างเจดีย์ประจำรัชกาล อันเนื่องมาจากเกรงว่าวัดพระเชตุพนจะมีพื้นที่คับแคบ อนึ่ง ทรงมีพระราชดำริว่า ด้วยพระเจ้าแผ่นดินทั้ง 4 พระองค์นี้ "เคยเห็นทันกัน" จึงมีเจดีย์ประจำรัชกาลเพียง 4 รัชกาลเท่านั้นในวัดพระเชตุพนฯ

หอพระไตรปิฎก

หอพระไตรปิฎก สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 4​ มหัศจรรย์ต้นตำนานสงกรานต์ไทย เป็นการจัดแสดงวิดีทัศน์เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสงกรานต์ของไทย นางสงรานต์ ตามคติความเชื่ออยู่ในตำนานสงกรานต์ซึ่งรัชกาลที่ 3 โปรดให้จารึกลงในแผ่นศิลาติดไว้ที่วัดโพธิ์เป็นเรื่องเล่าถึงความเป็นมาของประเพณีสงกรานต์โดยสมมุติผ่านเรื่องราวธรรมบาลกุมารและนางสงกรานต์ทั้งเจ็ดเทียบกับแต่ละวันในสัปดาห์ การจัดแสดงวิดีทัศน์จัดในอาคารด้านตะวันตกของพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล อาคารหลังนี้เป็นอาคารที่อยู่รอบหอพระไตรปิฎก (อยู่ด้านในกำแพงใกล้เจดีย์ 4 รัชกาล) มี 4 หลัง 4 ทิศ หอพระไตรปิฎกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งจากรูปแบบทางศิลปกรรมก็แสดงให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 อย่างชัดเจน กล่าวคือ การที่อาคารเป็นอาคารก่อนอิฐถือปูนขึ้นไปถึงหน้าบัน อาคารประดับกระเบื้องและมียอดเป็นทรงมงกุฎซึ่งลักษณะหลังนั้นเป็นลักษณะที่ปรากฏเป็นครั้งแรกในรัชกาลนี้

สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 5

สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 5 มหัศจรรย์มรดกโลกวัดโพธิ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาให้นำองค์ความรู้จากปราชญ์ของไทย เช่นตำราการแพทย์ โบราณคดี วรรณกรรม โคลงฉันท์ กาพย์ กลอนฯลฯจารึกลงบนแผ่นหินอ่อนประดับไว้บริเวณผนังภายในวัดซึ่งความรู้ที่จารึกไว้บนแผ่นศิลาในปัจจุบันรวมเรียกว่า ประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ โดยองค์การยูเนสโก มีมติรับรองให้ให้ขึ้นทะเบียนศิลาจารึกพรเชตุพนวิมลมังคลารามเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลก จัดแสดงในอาคารรอบหอพระไตรปิฎก ด้านตรงกันข้ามกับ มหัศจรรย์ต้นตำนานสงกรานต์ไทย ในอาคารนี้นอกจากจะมีการเก็บจารึกดังกล่าวไว้มากมายแล้ว ยังมีวัตถุโบราณ พระพุทธรูปเก่าแก่ หลายยุคหลายสมัยเก็บไว้ด้วย อาคารนี้จึงได้มีลูกกรงเหล็กดัดติดอยู่อย่างแน่นหนา ทำได้เพียงเดินชมจากด้านนอกเท่านั้น

สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 6

สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 6 มหัศจรรย์ตำนานยักษ์วัดโพธิ์ บอกเล่าเรื่องราวตำนานเกี่ยวกับยักษ์วัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำให้เกิดท่าเตียนในปัจจุบัน เป็นยักษ์ทวารบาลประจำซุ้มประตูทางเข้าออกบริเวณหอพระไตรปิฎก สำหรับหลายคนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้ คงเข้าใจว่ายักษ์วัดโพธิ์นั้นมีลักษณะศิลปะแบบจีน เพราะเป็นยักษ์ที่พบเห็นได้ที่ซุ้มประตูกำแพงวัดโพธิ์ เฉพาะยักษ์วัดโพธิ์ตนเล็กๆ ที่เห็นอยู่นี้เท่านั้นที่อยู่ในกรอบมีบานประตูทำเป็นช่องใสพอมองเห็นได้อยู่ ณ ซุ้มประตูนี้เท่านั้น

พระพุทธศาสดา

พระพุทธศาสดา เมื่อชมตำนานยักษ์วัดโพธิ์กันแล้ว ก็เดินมาทางทิศใต้ จะมีอาคารหลังหนึ่งไม่ใหญ่มาก อาคารหลังนี้เองคือ สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 7 มหัศจรรย์ผ่านภพรัตนโกสินทร์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "วัดโพธิ์" นั้น เป็นวัดโบราณสมัยอยุธยาที่มีมาก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี โดยมีชื่อว่า "วัดโพธาราม" อนึ่ง แม้ว่าไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในรัชกาลใด แต่นักวิชาการก็ได้เสนอข้อมูลที่น่าสนใจว่า เนื่องจากวัดโพธิ์ไม่ปรากฏในแผนที่เมืองบางกอกของฝรั่งเศส ซึ่งวาดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วัดโพธารามจึงควรมีอายุหลังรัชกาลดังกล่าว เมื่อกรุงธนบุรีได้รับการสถาปนาเป็นราชธานี วัดโพธารามซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรุงธนบุรีฝั่งตะวันออกจึงได้รับยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงด้วย ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงย้ายพระบรมมหาราชวังมาอยู่ ณ ตำแหน่งปัจจุบัน วัดโพธารามจึงอยู่หลังวัง รัชกาลที่ 1 จึงทรงมีพระราชศรัทธาปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอารามใน พ.ศ. 2331 โดยทรงสร้างพระอุโบสถ พระระเบียงและพระวิหาร รวมถึงเจดีย์ศรีสรรเพชญ์ดาญาณและโปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดร้างในหัวเมืองต่างๆ มาประดิษฐานไว้ที่พระระเบียง นอกจากนี้ ยังทรงพระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส" คำว่า "เชตุพน" นั้น มีที่มาจากคำว่า "เชตวัน" หรือ "ป่าของเจ้าเชต" อันเป็นชื่อพระอารามสำคัญที่เมืองสาวัตถีในสมัยพุทธกาล เป็นวัดที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ยาวนานที่สุด การที่รัชกาลที่ 1 ทรงแปลี่ยนนามของวัดดังกล่าว อาจแสดงว่าพระองค์ทรงเปรียบพระองค์เองประหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์เมืองสาวัตถีผู้เป็นอัครศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ในสมัยพุทธกาลก็เป็นได้ ส่วนสร้อยนามของวัดในปัจจุบัน คือ "มังคลาราม" นั้น ได้รับการเปลี่ยนภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 4 วัดพระเชตุพนฯ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีการรื้อพระอุโบสถเดิมสมัยรัชกาลที่ 1 ลงและสร้างใหม่ นอกจากนี้ยังมีการสร้างพระเจดีย์อีกสององค์ขนาบข้างเจดีย์ของรัชกาลที่ 1 รวมถึงหอพระไตรปิฎกซึ่งอยู่บริเวณตะวันตกของวัด อาคารหลังนี้เดิมเป็นพระอุโบสถวัดโพธารามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแต่ภายหลังการสถาปนาพระอุโบสถหลังใหม่ของวัดพระเชตุพนแล้วจึงได้ลดฐานะเป็นศาลาการเปรียญโดยภายในมี "พระพุทธศาสดา" ประดิษฐานเป็นพระประธาน พระพุทธศาสนานั้นประดิษฐานอยู่บนฐาน แต่ในศาลาการเปรียญมีบุษบกนำมาวางไว้ตรงประตูทางเข้า เมื่อมองเข้ามาภายในจะเห็นภาพซ้อนดั่งเหมือนองค์พระพุทธศาสดา ประดิษฐานบนบุษบก

พระพุทธเทวปฏิมากร

พระพุทธเทวปฏิมากร สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 8 มหัศจรรย์วิจิตรพระพุทธเทวปฏิมากร ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ด้วยประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ว่า นี่จะเป็นพระนครอย่างถาวร รัชกาลที่ 1 โปรดให้ย้ายมาจากวัดคูหาสวรรค์หรือวัดศาลาสี่หน้าในฝั่งธนบุรี พระพุทธรูปองค์นี้จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีมาก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินร์เป็นราชธานี พระพุทธรูปองค์นี้ตั้งอยู่บนฐานสูงที่ซ้อนกันถึง 3 ชั้น โดยรอบปรากฏพระสาวกนั่งคุกเข่าประนมกรไหว้ โดยพระสาวกที่ชั้นบน 2 องค์นั้น น่าจะหมายถึงพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร อัครสาวก 2 องค์ ส่วนฐานชั้นล่างยังปรากฏพระสาวกอีก 8 องค์ ภายใต้ฐานนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ การที่พระพุทธรูปองค์นี้ประทับบนฐานที่สูงมาก เมื่อเทียบกับพระพุทธรูปประธานของวัดในสมัยเดียวกันนั้น อาจเนื่องมาจากขนาดของพระพุทธเทวปฏิมากรซึ่งมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับพระอุโบสถ ถ้าตั้งอยู่บนฐานเตี้ยแล้วพระพุทธรูปจะไม่สง่างาม จึงต้องสร้างฐานสูงถึง 3 ชั้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป อนึ่ง ต้องไม่ควรลืมว่าพระพุทธรูปองค์นี้ เดิมหล่อขึ้นเพื่ออุโบสถวัดคูหาสวรรค์ซึ่งมีขนาดเล็ก เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายขึ้น พระพุทธรูปจึงมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับพระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯ ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ จิตรกรรมฝาผนังโดยรอบ เขียนเป็นเรื่องประวัติของพระสาวกเอตทัคคะของพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์อรรถกถาของอังคุตตรนิกาย เช่นประวัติของพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าที่บานประตู ปรากฏจิตรกรรมเรื่องพัดยศของพระราชาคณะ ทั้งฝ่ายคามวาสีและอรัญญวาสี บานหน้าต่าง เขียนลายรดนํ้าเป็นตราเจ้าคณะสงฆ์ น่าสนใจว่า ทุกเรื่องที่เขียนบนฝาผนังและประตูหน้าต่าง ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของสงฆ์ทั้งสิ้น ดังนั้น การประดิษฐานพระพุทธเทวปฏิมากรไว้กลางพระอุโบสถนั้น จึงมีความหมายหมายถึงพระพุทธเจ้าทรงเป็นประธานแห่งหมู่สงฆ์ทั้งมวล อนึ่ง การที่พระพุทธเทวปฏิมากรถูกแวดล้อมด้วยประติมากรรมพระสาวก 10 องค์ และการปรากฏเครื่องบริขารจำลองด้านหน้า ย่อมรับกับคตินี้ได้เป็นอย่างดี

สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 9

สิ่งมหัศจรรย์วัดโพธิ์อันดับที่ 9 ที่เห็นเป็นอาคารหลังเล็กๆ นี้ เป็นสถานที่สำหรับรักษาโดยการนวด นับเป็นบริการอย่างหนึ่งที่ทำให้คนรู้จักวัดโพธิ์กันอย่างกว้างขวาง อยู่ชิดกับกำแพงด้านทิศตะวันออกของวัดโพธิ์ (ถนนสนามไชย) ฤๅษีดัดตน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มหัศจรรย์ต้นตำรับนวดแผนไทย รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้รวบรวมการแพทย์แผนโบราณและศิลปะวิทยาการครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ ทรงพระราชดำรินำเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อนอิริยาบถแก้เมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และประยุกต์กับคติไทยที่ยกย่องฤษีเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการต่างๆ เป็นรูปฤาษีดัดตน แสดงท่าไว้ที่วัดเพื่อให้ราษฎรทั่วไปได้ศึกษาเล่าเรียนและรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง ด้านหน้าของศาลาที่ใช้สำหรับการนวดจึงมีรูปปั้นฤๅษีในท่าต่างๆ อยู่มากมาย

    สิ่งน่าสนใจอื่นๆ ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซุ้มประตูเข้า-ออกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นซุ้มประตูที่สวยงาม ภายในบริเวณวัดมีเจดีย์หลายกลุ่มหลายขนาด จนอาจกล่าวได้ว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดที่มีเจอีย์มากที่สุดของไทย โดยมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 99 องค์ ที่สำคัญนอดจากพระมหาเจดีย์สี่รัชกาลแล้วก็ยังมี พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว

พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นพระเจดีย์ 5 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน โดยองค์ตรงกลางนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าอีก 4 องค์ที่ล้อมรอบอยู่ ประดิษฐานอยู่ตรงมุมพระวิหารคดทั้ง 4 ด้าน นับรวมได้ 20 องค์ ลักษณะพระเจดีย์นั้นเป้นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง 4 องค์ล้อมรอบองค์กลางซึ่งเป็นเจดีย์แบบไม้สิบสองเพิ่มมุม ภายในพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุทุกองค์ และพระเจดีย์รายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารนั้น ได้รับยกย่องว่าเป็นพระเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองที่งามที่สุดของยุครัตนโกสินทร์

    รอบพระอุโบสถปรากฏพระวิหาร 4 ทิศและระเบียงคดโดยรอบ ระเบียงคดดังกล่าวมีลักษณะที่น่าสนใจ เนื่องจากมีการวางผังโดยให้พระอุโบสถล้อมรอบโดยระเบียงคด 2 ชั้น ระเบียงคดชั้นในมีขนาดใหญ่กว่าระเบียงคดชั้นนอก ทำให้ดูลดหลั่นกันประหนึ่งเขาสัตตบริภัณฑ์ที่สูงลดหลั่นกัน เมื่อพระอุโบสถอาจเทียบได้กับเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางจักรวาล ระเบียงคดทั้งสองชั้นนี้ก็อาจเทียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ซึ่งล้อมรอบเขาพระสุเมรุฉะนั้น ที่น่าสนใจก็คือระเบียงคดชั้นนอกนั้น มิได้เชื่อมต่อกันเป็นแนวเดียว แต่กลับมีการวางผังให้ระเบียงดังกล่าวเข้าไปบรรจบกับระเบียงชั้นใน ผังแบบนี้ทำให้ระเบียงคดรอบพระอุโบสถวัดพระเชตุพนฯ มีลักษณะคล้ายการย่อมุมไม้สิบสอง อันเป็นลักษณะพิเศษของระเบียงคดที่นี่โดยเฉพาะ

    ภายในระเบียงคด ปรากฏพระพุทธรูปสำริดโบราณซึ่งรัชกาลที่ 1 โปรดให้ขนย้ายมาจากวัดร้างทั่วพระราชอาณาจักร โดยให้พระขนาดใหญ่อยู่ในระเบียงคดชั้นใน ส่วนพระขนาดเล็กกว่าอยู่ในระเบียงคดชั้นนอก พระพุทธรูปแต่ละองค์ล้วนแสดงลักษณะทางพุทธศิลป์ที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจสังเกตได้จากลักษณะพระพักตร์และจีวร ดังเช่นพระพุทธรูปในศิลปะสุโขทัยซึ่งมีพระพักตร์รูปไข่ รัศมีเปลว เม็ดพระศกใหญ่ ไม่มีไรพระศกและชายสังฆาฏิแผ่นเล็กยาวจรดพระนาภี ปลายเขี้ยวตะขาบ หรือพระพุทธรูปในศิลปะอยุธยาตอนต้น (อู่ทอง) ซึ่งมีพระพักตร์รูปสี่เหลี่ยมขมึงทึง เม็ดพระศกเล็ก มีไรพระศก ชายสังฆาฏิแผ่นใหญ่ยาวจรดพระนาภี ปลายตัดตรง เป็นต้น การรวบรวมพระพุทธรูปโบราณในรัชกาลที่ 1 มีทั้งข้อดีและข้อเสียทางด้านโบราณคดี ข้อดีคือทำให้พระพุทธรูปโบราณไม่สูญหาย แต่ข้อเสียคือ เนื่องจากไม่ได้มีการจดบันทึกไว้ว่าพระพุทธรูปองค์ใดได้มาจากวัดใด หัวเมืองใด จึงทำให้ไม่อาจสืบค้นทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะไปได้มากกว่าการศึกษารูปแบบของพระพุทธรูปองค์นั้นๆ

    น่าสังเกตว่า พระพุทธรูปในระเบียงคดรอบพระอุโบสถล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งทั้งสิ้น สำหรับพระพุทธรูปประทับยืนแล้ว กลับประดิษฐานไว้ที่พระระเบียงรอบพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล

    พระวิหาร 4 ทิศ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 สังเกตได้จากหน้าบันซึ่งประดับด้วยลายก้านขด อันแตกต่างไปจากหน้าบันของพระอุโบสถที่ทำเป็นลายเครือเถา ตรงกลางหน้าบันปรากฏรูปนารายณ์ทรงครุฑ อันเป็นลักษณะที่สืบทอดมาจากศิลปะอยุธยาตอนปลาย อย่างไรก็ตาม ที่หน้าบันพระวิหารทิศตะวันออก ปรากฏรูปนารายณ์ทรงหนุมานซึ่งเป็นรูปแบบที่หายดูได้ยาก

ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปตอนต่างๆ จากพุทธประวัติ เช่น พระพุทธรูปตอนตรัสรู้ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในวิหารทิศตะวันออกส่วนหน้า พระพุทธรูปนาคปรกภายใต้ต้นมุจจลินท์ (ต้นจิก) ในวิหารทิศตะวันตก พระพุทธรูปตอนประทับในป่าเลไลยก์ ในวิหารทิศเหนือ และพระพุทธรูปตอนโปรดปัญจวัคคีย์ ในวิหารทิศใต้ นอกจากพระพุทธรูปตอนประทับในป่าเลไลยก์ในวิหารทิศเหนือแล้ว พระพุทธรูปองค์อื่นๆ ล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปเก่าที่ได้รับการเคลื่อนย้ายลงมาในสมัยรัชกาลที่ 1

พระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดในพระวิหาร ได้แก่ "พระพุทธโลกนาถ" พระพุทธรูปประทับยืนที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ ห้องด้านหลังของพระวิหารทางด้านทิศตะวันออก เป็นพระพุทธรูปที่เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ กรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้รับการเคลื่อนย้ายมาในสมัยรัชกาลที่ 1 พร้อมกับพระศรีสรรเพชญ์ดาญาณ

    พระพุทธรูปองค์นี้แสดงปางประทานอภัยโดยพระหัตถ์ซ้าย ส่วนพระหัตถ์ขวาแนบลำตัว ปางนี้เรียกกันในสมัยอยุธยาว่า "ปางห้ามพระแก่นจันทน์" โดยมีตำนานว่า เมื่อครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงษ์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา พระเจ้าประเสนทิโกศล กษัตริย์เมืองสาวัตถี ทรงเกิดความว้าเหว่พระทัย ใคร่จะได้เฝ้าพระพุทธองค์ จึงโปรดให้นายช่างสลักพระพุทธรูปจากไม้แก่นจันทน์ ประดิษฐานไว้บนพระแท่น เมื่อพระพุทธองค์เสด็จกลับมาถึงแล้ว พระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์ได้ลุกขึ้นหนีโดยปาฏิหาริย์ พระพุทธองค์จึงทรงยกพระหัตถ์ห้าม

    เมื่อสังเกตด้านล่างของพระพุทธรูป จะพบว่าจีวรของพระพุทธรูปมีลักษณะพาดเฉียง อันเป็นลักษณะที่ไม่เคยปรากฏในศิลปะอยุธยา จึงอาจเป็นไปได้ว่าพระพุทธโลกนาถคงได้รับความเสียหายในครั้งไฟไหม้วัดพระศรีสรรเพชญ์คราวเสียกรุง โดยเฉพาะพระวรกายท่อนล่าง เมื่อรัชกาลที่ 1 โปรดให้เคลื่อนย้ายมายังวัดพระเชตุพนฯ จึงอาจโปรดให้ปฏิสังขรณ์พระวรกายท่อนล่างของพระพุทธรูป



ที่มาของข้อมูล http://tkri.tu.ac.th/วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม.pdf

แก้ไขล่าสุด 2017-05-18 07:50:51 รับชม 57851

แผนที่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) และสถานที่ใกล้เคียง

เส้นทางไปวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) << คลิกเลย

 



จองที่พักทั่วโลก


ที่พักแนะนำ

เมืองปาย รีสอร์ท
เมืองปาย รีสอร์ท
เบลล์ วิลลา รีสอร์ท ปาย
เบลล์ วิลลา รีสอร์ท ปาย
โรงแรมบ้านกระทิง ปาย
โรงแรมบ้านกระทิง ปาย
บุหลันบุรี รีสอร์ท
บุหลันบุรี รีสอร์ท
ปาย ฮอทสปริง สปา รีสอร์ท
ปาย ฮอทสปริง สปา รีสอร์ท
เดอะ ควอร์เตอร์ รีสอร์ท
เดอะ ควอร์เตอร์ รีสอร์ท
ภูปาย อาร์ท รีสอร์ท
ภูปาย อาร์ท รีสอร์ท
บุระ ลำปาย รีสอร์ท
บุระ ลำปาย รีสอร์ท
โรงแรมโยมา
โรงแรมโยมา
มอนทิส รีสอร์ท
มอนทิส รีสอร์ท

ปฏิทินท่องเที่ยว

 
กรกฏาคม
 
อา
พฤ
-
-
-
-
-
-
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
-
-
-
-
-

กิจกรรมในกรุงเทพมหานคร

  ไหว้พระ 11 วัด กรุงรัตนโกสินทร์ กับ ขสมก ฟรี
  15 กรกฏาคม 2560-
  31 สิงหาคม 2560
ดูทั้งหมด


ที่เที่ยวยอดนิยมใน กรุงเทพมหานคร


วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟรอนต์ (Asiatique the river front)

ตลาดน้ำขวัญเรียม

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)

วัดไตรมิตรวิทยาราม

วัดปากน้ำ

วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

สยามนิรมิต

วัดราชนัดดาราม

ใหม่/อัพเดต


วัดสระมณี อุดรธานี

Feelsion Cafe ฟีลฉัน คาเฟ่

Sweet Addict

ร้านอาหารข้าวต้มโฟนลิงค์ หัวหิน

ร้านอาหารบ้านอีสาน นครสวรรค์

Maguro Sushi บางนา

อะหมัดรสดี ครัวไทย

Fin Market ฟินมาร์เก็ต เชียงใหม่

ร้านกาแฟ My Cup สุราษฎร์ ดอนนกซอย 14

เจ็กบั๊กแต่เตี้ยม สุราษฎร์ธานี