หน้าหลัก >> พิษณุโลก >> โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง

โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง



โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง อยู่บนทางหลวงหมายเลข 12 ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลกประมาณ 14 กิโลเมตร ใกล้ทางขึ้นเขาวัดวัดราชคีรีหิรัญยาราม หรือวัดเขาสมอแคลงที่ว่ากันว่าเป็นดอยสุเทพ 2 ของไทย เนื่องจากบนเขามีทัศนียภาพที่สวยงาม ในช่วงเทศกาลกินเจมีประชาชนเดินทางไปถือศีลกินเจบนโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง จำนวนมากทุกปี นอกจากนี้ยังมีเทพเจ้าตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีนหรือที่เรียกว่าเซียนเป็นจำนวนมาก

    ประวัติโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง
    ราวปี พ.ศ. 25490มาได้มีกลุ่มชาวจีนจากโพนทะเลได้อพยพถิ่นฐานจากประเทศจีนเพื่อเข้ามาค้าขายในประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก จึงเป็นจุดกำเนิดของศาลเจ้าต่างๆมากมาย ในประเทศไทยและนี่ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีการรวมกันของชาวจีนและร่วมกันก่อตั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมหรือที่เราเรียกกันว่าโรงเจโดยใช้ชื่อว่า โรงเจไซทีฮุกตึ๊งซึ่งชาวจีนกลุ่มผู้ก่อตั้งนี้หลังจากที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแล้วได้ช่วยออกสำรวจหาพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การสร้างโรงเจโดยเห็นว่าต้องเป็นพื้นที่ที่สงบร่มเย็นและมีฮวงจุ้ยที่ดีเยี่ยม หลังจากนั้นจึงออกสำรวจมายังเขาสมอแคลง ซึ่งเป็นภูเขาตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดพิษณุโลกเพียง 17 กิโลเมตร และอยู่ในเขตอำเภอวังทอง ซึ่งทางชาวจีนผู้ก่อตั้งชุดนี้ก็ได้ลงความเห็นว่าพื้นที่ตรงนี้เหมาะที่สุด หลังจากนั้นทุกคนก็ได้เสียสละบริจาคทรัพย์สินกันคนละเล็กละน้อยเพื่อรวบรวมเงินที่ได้มาก่อสร้างเป็นโรงเจเล็กๆ เพื่อไว้ใช้ประกอบพิธีทางศาสนาของชาวจีนอาทิ เช่น พิธีกินเจสวดมนต์ไหว้เจ้าและได้อัญเชิญเจ้าพ่อเห้งเจีย (ไต่เสี่ยฮุกโจ้ว) ซึ่งทางชาวจีนมีความเชื่อว่าองค์เจ้าพ่อเห้งเจียเป็นเทพที่อยู่บนสวรรค์และมีอิทธิฤทธิ์ หากใครได้กราบไหว้หรือจุดประทัดขอพรก็จะได้รับพรจนสัมฤทธิ์ผลทุกรายไปจนเป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนใน

    ช่วงวันสำคัญประกอบไปถึงเทศกาลกินเจ ทางโรงเจก็ได้เปิดเป็นโรงทานจำนวน 9 วัน และได้มีสาธุชนเดินทางขึ้นมาถือศีลกินเจกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสภาพตัวอาคารได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมากตามกาลเวลาจึงได้เริ่มทำการปรับปรุงใหม่แต่ยังคงสภาพโครงสร้างเดิมๆ ไว้พร้อมกับสร้างจุดที่พักชมวิวที่บริเวณหน้าผา โดยเฉพาะในเวลากลางคืนสามารถมองทัศนียภาพของตัวอำเภอวังทองที่แสงไฟส่องสว่างงดงามมาก มีการปรับปรุงพื้นโดยนำหินแกรนิตมาปูใหม่ทั้งหมด อันมีลวดลายของหินที่สวยงดงามเป็นที่ประทับใจของนักท่องเที่ยวที่ได้ขึ้นไปชมความงามมาแล้วจึงขอเชิญชวนสาธุชนทั้งหลายให้ขึ้นไปสัมผัสกับธรรมชาติและไหว้พระขอพรจากองค์เจ้าพ่อเห้งเจียอันศักดิ์สิทธิ์และองค์ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ อีกทั้งมหาวิหารเง็กเซียนฮ่องเต้ที่มีความสวยงามด้วยศิลปะจีน และยังมีรูปหล่อองค์เทวะอาจารย์ "อรหันต์จี้กง" ไว้ให้ประชาชนได้กราบสักการบูชาและขอพร อีกด้วย

ที่มา http://www.burapa.krubpom.com/Shrine%20History.html


    แผนที่ | พยากรณ์อากาศพิษณุโลก | ความคิดเห็นบนเฟสบุค | ที่พัก
ติดต่อสอบถาม:
ททท.พิษณุโลก โทร.0 5525 2742-3, 0 5525 9907, 0 5523 1063
http://www.tourismthailand.org/phitsanulok

โฆษณา Advertisement พื้นที่โฆษณา

Gallery รูปภาพ โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง

เมื่อแรกพบโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง

เมื่อแรกพบโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง จากทางหลวงหมายเลข 12 ออกจากตัวเมืองพิษณุโลกไปทางเพชรบูรณ์ประมาณ 14 กิโลเมตรมีทางแยกซ้ายมือขึ้นเขามีป้ายบอกว่าโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ในบริเวณไม่ไกลกันมากนักมีป้ายบอกว่าทางขึ้นวัดเขาสมอแคลง หรือวัดราชครีรีหิรัญยาราม สำหรับวันนี้ตั้งใจมาที่โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ก็ต้องขึ้นให้ถูกทาง การเดินทางขึ้นเขาเป็นทางลาดชั้นคดเคี้ยวแบบธรรมดาๆ ของเส้นทางขึ้นเขาเหมือนกับที่อื่นๆ ทั่วไป แต่ทางสายนี้ไม่ยาวมากนักไม่นานก็ถึงโรงเจ มีลานจอดรถไม่กว้างเท่าไหร่จอดได้ประมาณ 10 คันเป็นอย่างมากจากนั้นก็เดินเข้าโรงเจ ก่อนอื่นจะมีศาลาอยู่ด้านนอกสุดมีรอยพระพุทธบาท และพระพุทธรูปก็ทำบุญไหว้พระแล้วเดินต่อไป ครั้งแรกที่คิดว่าจะได้ไปโรงเจไซทีฮุกตึ๊งนั้นไม่ได้คิดว่าจะเป็นสถานที่สวยงามอะไรและไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วยซ้ำค้นหาในกูเกิลเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเจแห่งนี้ก็เพิ่งจะมีกันได้ไม่นานที่เริ่มจะเห็นมีบทความเกี่ยวกับโรงเจก็ในปี 2553 และ 2554 นี่เอง

advertize
สวนสวรรค์

สวนสวรรค์ ขอเรียกว่าสวนสวรรค์นะครับที่จริงอาจจะไม่มีชื่อหรือมีชื่ออื่นแต่ผมไม่ได้สอบถามมา เป็นสวนที่ประดิษฐานเทพเจ้าหรือเซียนจำนวนมาก ได้แก่ เทพเจ้ากวนอู พระสังกัจจายน์ พระยูไล พระโพธิสัตว์กวนอิมอวโลกิเตศวร หรือที่นิยมเรียกกันว่าเจ้าแม่กวนอิม ประดับด้วยต้นไม้ดอกไม้หลายชนิดมีน้ำพุน้ำตกขนาดเล็กๆ ทั้งหมดอยู่ด้านซ้ายมือและเป็นส่วนแรกที่เราจะได้พบ บริเวณที่เราเดินกันอยู่มีหลังคาคลุมขนาดใหญ่ทำให้ไม่ร้อนแดดร่มเย็นสบายพร้อมกับมีลมพัดผ่านตลอดเวลา

โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง

โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ตรงบันไดทางขึ้นมีเทพเจ้าเห้งเจียสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวจีนนับถือเป็นอย่างมากด้วยอิทธิฤทธิ์ที่สูงส่งของเทพเจ้าองค์นี้ว่ากันว่าหากใครได้ไปไหว้ขอพรจะสำเร็จดังปรารถนา (สำหรับองค์ที่มากราบไหว้บูชากันอยู่ในวิหารครับไม่ใช่องค์นี้) บริเวณนี้เป็นทางเดินเข้ามหาวิหารมีบันไดเดินขึ้นไปไม่สูงมากนัก ระหว่างที่เราถ่ายรูปนี้อยู่ด้านหลังเราจะมีจุดชมวิวที่สวยงามไว้ค่อยออกมาเก็บภาพกันทีหลังตอนนี้เข้าในวิหารกันก่อน ด้านหนึ่งของบันไดมีเทพเจ้า 12 นักษัตรตั้งอยู่

เทพเจ้าเห้งเจีย

เทพเจ้าเห้งเจีย ถือกระบองวิเศษและยืนอยู่บนเมฆ ถัดลงมามีพระสังกัจจายน์ ขนาบข้างด้วยสิงห์โตคู่ขนาดใหญ่โดยประดับดอกไม้หลายชนิดไว้ให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น

หลังคาโรงเจ

หลังคาโรงเจ มีโคมสีแดงซึ่งเป็นสีแห่งมงคลตามความเชื่อของชาวจีนแขวนอยู่จำนวนมากบนหลังคาเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้เป็นองค์ประกอบการถ่ายภาพของใครหลายๆ คน

เริ่มเดินเข้าภายใน

เริ่มเดินเข้าภายใน เริ่มต้นเดินเข้าไปยังมหาวิหารจะมีหลังคาสูงใหญ่เหมือนตอนแรกที่เรายืนอยู่ด้านซ้ายประกอบด้วยโต๊ะหมู่ 18 อรหันต์ ที่นี่นับเป็นสถานที่แรกที่ได้พบการตักบาตร 18 พระอรหันต์ คล้ายๆ การทำบุญตักบาตรพระ 108 ที่เห็นอยู่ในวัดใหญ่ๆ

งานศิลปะรูปพระสังกัจจายน์

งานศิลปะรูปพระสังกัจจายน์ งานชิ้นนี้น่าจะทำมาจากเรซินลงสีดูคล้ายงานแกะสลักจากไม้มีลวดลายอ้อนช้อยรายละเอียดปราณีตสวยงามอยู่ใกล้เจ้าแม่กวนอิมพันกร

พระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันเนตรพันกร

พระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันเนตรพันกร พระแม่กวนอิมปางพันมือ หรือ พระแม่กวนอิมปางพันเนตรพันกร เป็นปางหนึ่งของพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ความเป็นมาเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีมาแล้ว เกิดอุทกภัย ครั้งใหญ่ในประเทศจีน ฝนตกหนักน้ำในแม่น้ำฮวงโหหรือแม่น้ำวิปโยคท่วมท้น ผู้คนจำนวนมากถูกกระแสน้ำพัดพาไป พุทธศาสนิกชน ได้สวดมนต์วิงวอน พระโพธิสัตว์กวนอิมขอให้ทรงช่วย ทำให้พระองค์ต้องเสด็จลงมาช่วยผู้ที่ถูกน้ำท่วม แต่การมีเพียง สองมือย่อมช่วยไม่ทันเหตุการณ์ พระองค์จึงทรงตั้งจิตอธิษฐาน ว่าขอให้มีพันเนตรพันกร จะได้ช่วยคนได้ครั้งละพันคน จะสังเกตุ ได้ว่าแต่ละพระหัตถ์มีพระเนตรอยู่กลางฝ่าพระหัตถ์ อันเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเอื้ออาทรที่จะโปรดสัตว์ผู้อยู่ในห้วงทุกข์อันหาขอบเขตมิได้ สำหรับพระหัตถ์ 1,000 พระหัตถ์นั้น บางพระหัตถ์ทรงถือศาสตราวุธ บางพระหัตถ์ทรงถือคัมภีร์ บางพระหัตถ์ทรงถือลูกประคำ บางพระหัตถ์ทรงถือดอกบัว บางพระหัตถ์ทรงถือแก้วจินดามณี บางพระหัตถ์ทรงถือพลองทองประดับหยก บางพระหัตถ์ทรงถือคนโทน้ำทิพย์ บางพระหัตถ์ทรงถือกิ่งหลิว บางพระหัตถ์ทรงประทานพร ล้วนแล้วแต่มีความหมายทั้งสิ้น
 หาอ่านข้อมูลอย่างละเอียดกันได้ที่ พระแม่กวนอิมปางพันมือ

เทพเฝ้าประตูด้านขวา

เทพเฝ้าประตูด้านขวา ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของประตูเข้าวิหารพระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันเนตรพันกร มีทเพเจ้าหรือเซียนประจำอยู่ด้านละองค์และมีสิงห์โตข้างละ 1 ตัว

เทพเฝ้าประตูด้านซ้าย

เทพเฝ้าประตูด้านซ้าย 


เง็กเซียนฮ่องเต้

เง็กเซียนฮ่องเต้ เป็นชื่อที่ได้ยินกันมาช้านานหากไม่ใช่ชาวไทยเชื้อสายจีนคำว่าเง็กเซียนฮ่องเต้จะได้ยินกันจากภาพยนตร์จีน มาดูข้อมูลของเง็กเซียนฮ่องเต้กันดีกว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ หรือ เง็กอ๋องไต่เต่ หรือ หยกอ๋องฮ่องเต้ หรือ หยกอ๋องส่องเต่ หรือ หยกอ๋องไต่เทียนจุน หรือ เหล่าโจ้วกง หรือ สมเด็จพระจักรพรรดิหยก หรือ เหวินเทียนจิ่วไจ้อิ้ว หวงเทียนจุน หรือ อิ้วหวงซังตี้ หรือ อิ้วหวงต้าตี่ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ทีกง หรือ เทียนกง แปลว่า ปู่สวรรค์ หรือปู่ฟ้า เป็นเทพเจ้าสูงสุดของจีน ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวฮกเกี้ยนและชาวไต้หวันเรียกขานนามของพระองค์ท่านแบบใกล้ชิดเสมอญาตินั่นเอง พระรูปปั้นและรูปวาดขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ จะทรงฉลองพระองค์เช่นเดียวกับฮ่องเต้ คือ มีพระมาลา ด้านหน้ามีเส้นร้อยไข่มุกเป็นแถวห้อยลงมาหน้าพระพักตร์ พระหัตถ์ทรงถือพระป้ายซือฮุดหน้าพระอุระ ด้านหลังมีพนักงานสองคนคอยโบกพัด ด้านหน้ามีองครักษ์สององค์ทั้งฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น พระองค์ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าสูงสุดตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔ เป็นต้นมา คำว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ คนไทยเรียกกันเกิดจากการผสมภาษาจีนระหว่าง 2 สำเนียง ฮกเกี้ยน กับ แต่จิ๋ว คือ เง็ก(แต้จิ๋ว) เซียน (ฮกเกี้ยน) ฮ่องเต้ (ฮกเกี้ยน)

 ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/เง็กเซียนฮ่องเต้

โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป

โต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป หลังจากที่ได้เดินชมรอบๆ บริเวณมหาวิหารและไหว้เทพเจ้าในวิหารแล้วเดินมาอีกด้านหนึ่งของวิหารก็ได้พบพระพุทธรูปหินยานแบบไทยๆ องค์หนึ่งประดิษฐานเหนือสุดของโต๊ะหมู่บูชาลดหลั่นลงมาด้วยเซียนองค์ต่างๆ และพระพุทธรูปพระพุทธศิลป์แบบมหายานอีกหลายองค์ประดับด้วยงาช้างที่สวยงามอีก 1 คู่ตามแบบโต๊ะหมู่ในพื้นที่ที่นิยมการนำงาช้างมาประดับมากบ้างน้อยบ้างแต่จะมีจำนวนคู่เสมอ

เทพเจ้าเห้งเจีย

เทพเจ้าเห้งเจีย เห้งเจีย เป็นหนึ่งในตัวละครเอกเรื่องไซอิ๋ว ซึ่งเห้งเจียเดิมเป็นหินที่ถูกแสงสุริยันจันทราอาบมากว่า 1,000 ปี วันหนึ่งจึงแตก และมีลิงตัวหนึ่งกระโดดออกมา เจ้าลิงตัวนั้นจึงได้ไปอยู่กับฝูงลิงที่เขาไม้ผล (เขาฮวยก๊วยซัว จีนกลางเรียกว่า เขาฮัวกั่วซาน) และตั้งตัวเป็นหัวหน้าฝูง บรรดาลิงในฝูงนับถือเป็นท่านอ๋อง ฉายา "มุ้ยเกาอ๋อง" (พญาวานรโสภา)
 วันหนึ่ง เจ้าลิงหินตัวนี้ เห็นลิงในฝูงตัวหนึ่งตายลงด้วยความแก่ จึงเกิดความคิดจะออกเดินทางไปหาวิชาที่จะไม่ทำให้เจ็บ ไม่ทำให้ตาย จึงออกจากฝูงเดินทางเสาะแสวงหาผู้รู้ไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็พบกับเซียน "โผเถโจ๊ซือ" (สุภูติ) เมื่อเซียนรับเป็นศิษย์ ได้ฝึกวิชาต่าง ๆ เช่น การแปลงกายที่แปลงได้ 72 ร่าง, ตีลังกาได้ไกลกว่า 300 ลี้, ยืด-หดตัวได้, ถอนขนเสกเป็นของต่าง ๆ, ขี่เมฆวิเศษ เป็นต้น พร้อมกับตั้งชื่อให้ว่า "ซุนหงอคง" เมื่อฝึกวิชาสำเร็จแล้ว หงอคง เกิดลำพองใจ ไปอาละวาด อวดวิชาตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งสวรรค์หรือบาดาล ทำให้ 3 โลก ปั่นป่วนไปหมด เง็กเซียนฮ่องเต้ส่งทหารสวรรค์นับ 10 หมื่นนาย และเทพต่าง ๆ ไปจับ ก็จับไม่ได้ กลับถูกเห้งเจียปราบกลับมาจนเข็ดเขี้ยวตามๆ กัน ในที่สุด เง็กเซียนฮ่องเต้ ต้องยอมให้เห้งเจียขึ้นเป็นใหญ่ พร้อมตั้งให้เป็น "มหาเทพ" (ฉีเทียนต้าเซิ้น แปลตามตัวว่า ผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน) จากเดิมที่เป็นเพียงคนเลี้ยงม้า (ปี้ม่าอุน) แต่หงอคงก็ยังเหิมเกริมไม่เลิก ในที่สุด องค์ยูไล(พระพุทธเจ้าในความเชื่อของชาวจีน) ต้องเสด็จมาปราบเอง โดยให้หงอคงถูกทับด้วยภูเขาหินนาน 500 ปี และผู้ที่จะช่วยออกมาได้ คือ พระถังซัมจั๋ง ผู้เดียวเท่านั้น และเห้งเจียต้องบวชเป็นลูกศิษย์รับใช้พระถังซัมจั๋งไปชมพูทวีป และมีหน้าที่คุ้มครองพระถังซัมจั๋งไปตลอดทาง
 เมื่อพระถังซัมจั๋งรับหงอคงเป็นศิษย์แล้ว จึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "เห้งเจีย" หรือ "ซุนเห้งเจีย" แต่เห้งเจียก็ยังคงติดนิสัยเดิมๆ คือ ใจร้อน ห่าม ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังพระถังซัมจั๋ง พระถังซัมจั๋งมีไม้ตายที่ปราบพยศเห้งเจียคือ รัดเกล้า ที่ได้รับประทานจากพระโพธิสัตว์กวนอิม ที่รัดอยู่กับหัวของเห้งเจีย เมื่อเห้งเจียพยศเมื่อไหร่ พระถังซัมจั๋ง จะสวดมนต์ เห้งเจียจะเจ็บปวดมาก รัดเกล้าอันนี้จะหายไปเมื่อภารกิจได้เสร็จสิ้นแล้ว
ตลอดระยะเวลาการเดินทาง ต้องผจญกับอุปสรรคนานับประการ โดยเฉพาะปีศาจ ที่มักปลอมตัวมาหลอกลวงให้เข้าใจผิด โดยเฉพาะกับพระถังซัมจั๋ง ซึ่งเห้งเจียมักจะมองปีศาจออกก่อนทุกครั้ง และลงมือทำร้ายไปก่อน จึงสร้างความขัดแย้งให้กับศิษย์ อาจารย์ คู่นี้ไปตลอด ว่ากันว่า เป็นการเจตนาสร้างความขัดแย้งของตัวละคร ซึ่งสะท้อนถึงบุคคลิกของบุคคลในลักษณะต่างๆ
 อาวุธสำคัญของเห้งเจีย คือ กระบองวิเศษ ที่ปกติจะเก็บไว้ในรูหู สามารถยืด-หดได้ ซึ่งเดิมเป็นเสาค้ำมหาสมุทร ของเจ้าสมุทรทะเลใต้ (ทะเลตงไห่) และมีพาหนะเป็นเมฆวิเศษ
 ปัจจุบัน หงอคง หรือ เห้งเจีย ได้รับการนับถือจากชาวจีน โดยตามศาลเจ้าบางแห่ง จะมีรูปเคารพ และนับถือเป็น เทพวานร หรือเจ้าพ่อเห้งเจีย เป็นต้น

 ที่มาhttp://th.wikipedia.org/wiki/เห้งเจีย

วัตถุมงคล

วัตถุมงคล จากภายในสู่ภายนอกไหว้เทพเจ้าทั้งหลายในวิหารเสร็จแล้วเดินกลับออกมาด้านนอกแต่ก้ยังอยู่ในวิหารส่วนหน้ามีวัตถุมงคลต่างๆ ให้บูชากลับไปที่บ้านมีหลายแบบหลายองค์ให้เลือกในที่นี้ผมขอไม่อธิบายมากเพราะไม่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงท่านที่สนใจควรไปศึกษาหาดูด้วยตนเอง

เครื่องเสริมบารมี

เครื่องเสริมบารมี ต่อจากวัตถุมงคลมายังเครื่องเสริมบารมีกันบ้าง หลายคนคงเชื่อเรื่องเกี่ยวกับฮวงจุ้ยการจัดวางแบบบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากการออกแบบบ้านทั้งหลังแล้วบางทีก็แก้ด้วยสิ่งของหรือเครื่องหมายต่างๆ อาจจะมีกระจกวงกลมบ้างกระจกหกเหลี่ยม ยันต์แปดทิศ ก็ว่ากันไป ส่วนเรื่องเกี่ยวกับมังกรและเสือก็มีความเชื่อว่าเป็นมงคลเหมือนกัน อย่างน้ำพุนี้ออกแบบเป็นมังกรสีสันสวยงามประดับด้วยหลอดไฟสว่างดวงเล็กๆ ด้านหน้าเป็นน้ำพุขนาดจิ๋วและดวงแก้วใสๆ รวมๆ แล้วสวยมากครับเลยเอารูปมาให้ชมกันสนใจเชิญที่โรงเจไซทีฮุกตึ๊ง พิษณุโลกครับ

จุดชมวิวโรงเจไซทีฮุกตึ๊งสมญานามดอยสุเทพ2

จุดชมวิวโรงเจไซทีฮุกตึ๊งสมญานามดอยสุเทพ2 ด้านหน้าของโรงเจที่กล่าวถึงค้างไว้ตั้งแต่แรกเดินทางมาถึงเราก็เห็นวิวนี้แล้วเพียงแต่เข้าไปไหว้พระไหว้เทพเจ้าขอพรกันก่อนแล้วจึงย้อนออกมาถ่ายภาพวิวจากยอดเขาสมอแคลงจะมองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลทางโรงเจสร้างระเบียงให้เดินชมกันได้เป็นช่วงเวลาการพักผ่อนระหว่างที่มาอยู่โรงเจในเทศกาลถือศีลกินเจกัน ถ้าหากว่าเป็นเวลาในยามเช้ามีหมอกลอยจางๆ กลางทุ่งนาเบื้องล่างรับรองได้ว่าสวยโดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลๆ กันเลยทีเดียว

เก็บตกกับดอกไม้

เก็บตกกับดอกไม้ รอบๆ ระเบียงมีดอกไม้ปลูกประดับไว้ออกดอกสวยงามมากครับแต่คัดเอามาให้ชมกันรูปเดียวก็พอเรียกว่าเป็นตัวอย่าง ของจริงต้องพิสูจน์ด้วยตาตัวเองครับ จบการนำเที่ยวชมโรงเจไซทีฮุกตึ๊ง ที่ว่ากันว่าเป็นดอยสุเทพแห่งที่ 2 ของไทยไว้เท่านี้ก่อน มีโอกาสคงได้กลับมาเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมกันต่อไป


    แผนที่ | พยากรณ์อากาศพิษณุโลก |




ความคิดเห็นบนเฟสบุค