หน้าหลัก >> อุทัยธานี >> งานแสดงแสงสีเสียงประวัติการตักบาตรเทโว

งานแสดงแสงสีเสียงประวัติการตักบาตรเทโว


งานแสดงแสงสีเสียงประวัติการตักบาตรเทโว เพื่อให้ประชาชนที่มาร่วมพิธีตักบาตรเทโวได้เข้าใจประวัติความเป็นมาของประเพณีที่สำคัญนี้ จังหวัดอุทัยธานีได้จัดการแสดงแสงสีเสียงพุทธประวัติการตักบาตรเทโวให้นักท่องเที่ยวได้ชม ในคืนก่อนการตักบาตรเทโว นอกจากนี้ยังมีการจัดสำรับอาหารแบบขันโตก จบการแสดงด้วยการปล่อยโคมขึ้นพร้อมกันคล้ายยี่เป็ง สวยงามประทับใจจริงๆ
การจัดงานจะจัดในบริเวณลานกว้างของวัดสังกัสรัตนคีรี หน้าวิหารพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์

    แผนที่ | พยากรณ์อากาศอุทัยธานี |
ติดต่อสอบถาม:
ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. 0 5652 0826, 0 5651 1915
http://www.tourismthailand.org/uthaithani

ซ้อมการแสดงประกอบแสงสีเสียงเรื่อง เทโวโรหนะ

ซ้อมการแสดงประกอบแสงสีเสียงเรื่อง เทโวโรหนะ พอดีว่าทีมงาน Touronthai ไปถ่ายภาพที่วัดสังกัสรัตนคีรี ก่อนวันตักบาตรเทโว พบกับการซ้อมการแสดง และการจัดเตรียมงานแสดงภาคกลางคืน ทุกคนก็ต่างทำหน้าที่ ที่ตัวเองได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ แม้ว่าแดดจะร้อนก็ตาม

บันได 449 ขั้น ณ วัดสังกัสรัตนคีรี

บันได 449 ขั้น ณ วัดสังกัสรัตนคีรี จากบริเวณลานวัดสังกัสรัตนคีรีมีบันไดขึ้นไปสู่ยอดเขาสะแกกรัง แต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันเตรียมงาน ยังไม่มีงานแสดง บันไดจึงโล่ง ไม่ค่อยมีคนเดินขึ้น ลง เพราะยังมีทางขึ้นสู่วัดโดยรถยนต์ โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3220 จะพบทางแยกขึ้นเขาเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวบริเวณสนามกีฬาจังหวัดไปตามทางขึ้นสู่ยอดเขา จากบนยอดเขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองอุทัยธานีได้กว้างขวาง

advertize

วิหารประดิษฐานพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์

วิหารประดิษฐานพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุทัยธานี มีประวัติว่าในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้นำพระพุทธรูปขนาดย่อมที่ชำรุดไปไว้ตามหัวเมืองต่างๆ สำหรับเมืองอุทัยธานีได้รับ 3 องค์ โดยอัญเชิญลงแพมาขึ้นฝั่งที่ท่าพระ ตรงข้ามศาลาประชาคมจังหวัดอุทัยธานี แล้วนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดขวิด พระพุทธรูปองค์หนึ่งมีขนาดใหญ่เป็นพระเนื้อสำริดปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 ศอก สร้างในสมัยพระเจ้าลิไท ฝีมือช่างสุโขทัย มีส่วนเศียรกับส่วนองค์พระเป็นคนละองค์ เข้าใจว่าคงซ่อมเป็นองค์เดียวกันก่อนนำมาไว้ที่เมืองอุทัยธานี ต่อมาเมื่อยุบวัดขวิดไปรวมกับวัดทุ่งแก้ว จึงได้ย้ายพระพุทธรูปองค์นี้มาไว้ที่วัดสังกัสรัตนคีรี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองไป 1 กิโลเมตร และได้ทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระเศียร พร้อมกับถวายนามว่า พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์

ซ้อมการแสดงประกอบ แสงสีเสียงเรื่อง เทโวโรหนะ

ซ้อมการแสดงประกอบ แสงสีเสียงเรื่อง เทโวโรหนะ นักเรียนและนักศึกษาในจังหวัดอุทัยธานี ซ้อมการแสดงกับสถานที่จริงกลางแจ้งกันเลย กลางแดดที่ร้อนในช่วงบ่าย น้องๆก็ไม่ย่อท้อ ส่วนพวกผมไปก่อนละ ยังมีที่อื่นจะต้องไปถ่ายภาพมาฝากผู้ชมอีกเยอะครับ

ขันโตก

ขันโตก ตอนนี้ผมเดินทางเข้าวัดมาอีกครั้ง เพื่อมารอชมการแสดง พอดีเดินผ่านห้องครัวพบกับการจัดขันโตกพอดี จึงเข้าไปถ่ายภาพมาฝากกัน ว่ามีอะไรรับประทานบ้างหนอ

ท่านผู้มีเกียรตินั่งรับประทานอาหารพร้อมชมการแสดง

ท่านผู้มีเกียรตินั่งรับประทานอาหารพร้อมชมการแสดง ระหว่างที่ชมการแสดงแสง สี เสียง นั้นก็มีการรับระทานอาหารแบบขันโตก สำหรับผู้ชมที่จองที่นั่งแบบพิเศษ แต่สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ประสงค์จะนั่งรับประทานอาหารก็มีเก้าอี้จัดให้นั่งชมฟรี อยู่ด้านหลังลานขันโตกครับ

เวทีการแสดง แสง สี เสียง

เวทีการแสดง แสง สี เสียง ทีมงานได้มีโอกาสมาอยู่ด้านหน้าเวที ซึ่งมีช่างภาพมากมาย ต่างก็มารอถ่ายภาพการแสดงในคืนนี้

เปิดการแสดงด้วยการเล่าเรื่อง กำเนิดเมืองอุทัยธานี

เปิดการแสดงด้วยการเล่าเรื่อง กำเนิดเมืองอุทัยธานี เนื้อเรื่องเล่าตำนานการตั้งเมือง กล่าวไว้ว่า ท้าวมหาพรหมได้รวบรวมชนชาติไทยมาสร้างบ้านเมืองเป็นหลักเป็นฐานมั่นคงที่บ้านเก่าเรียกว่า บ้านคู่ไทย รวมสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ต่อมาบ้านคู่ไทยได้เพี้ยนเป็น บ้านอู่ไทย มีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ ช่วงหนึ่งกระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินเป็นเหตุให้เกิดกันดารน้ำ ราษฎรจึงอพยพทิ้งบ้านเรือนทำให้เมืองอู่ไทยเป็นเมืองร้างอยู่ระยะหนึ่ง

เล่าตำนานเมืองอุทัยธานี ยุคสมัย อยุธยาเป็นราชธานี

เล่าตำนานเมืองอุทัยธานี ยุคสมัย อยุธยาเป็นราชธานี ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา พะตะเบิดได้นำชาวกระเหรี่ยงเข้ามาตั้งบ้านเรือนอีกครั้ง ได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยขุดดินทางใต้ของหัวเมืองเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จึงเป็นเหตุให้คนมาอาศัยอยู่มากมาย และพะตะเบิดผู้นี้ได้รับยกย่องให้เป็นเจ้าเมืองอู่ไทยคนแรก ขณะนั้นเมืองอู่ไทยมีฐานะเป็นหัวเมืองด่าน มีนายด่านคอยดูแลด่านสำคัญอยู่เช่นเดิม ครั้นถึงพม่ายกทัพเพื่อมาตีกรุงศรีอยุธยา ชาวเมืองอู่ไทยก็ช่วยรบเพื่อปกป้องราชธานีอย่างเต็มที่

เล่าตำนานเมืองอุทัยธานี ยุคสมัยรัตนโกสินทร์

เล่าตำนานเมืองอุทัยธานี ยุคสมัยรัตนโกสินทร์ พอเข้าต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงจัดระเบียบบ้านเมือง และตั้งชื่อว่าเมืองอุทัยธานี แต่งตั้งเจ้าเมืองอุทัยธานีขึ้นในเวลาต่อมา เมืองอุทัยธานีก็รุ่งเรืองนับสืบมา

กล่าวเปิดงาน

กล่าวเปิดงาน นายก อบจ.ผู้จัดงาน และผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ บนเวที

จุดดอกไม้ไฟเปิดงาน

จุดดอกไม้ไฟเปิดงาน ผู้ว่าราชการจังหวัด เปิดงานด้วยการจุดชนวนดอกไม้ไฟ ไปยังตัวอักษรน้ำตก

การแสดงเรื่อง พุทธประวัติ มหาเทโวโรหนะ ตอนพระปิณโฑลภารทวาชะ

การแสดงเรื่อง พุทธประวัติ มหาเทโวโรหนะ ตอนพระปิณโฑลภารทวาชะ คือความเป็นมาของพิธีการตักบาตรเทโว ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เทโว ย่อมาจากคำว่า เทโวโรหนะ ซึ่งแปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก หมายถึง การเสด็จลงจากเทวโลก ของพระพุทธเจ้า เนื้อเรื้องเริ่มจากในสมัยที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาโพธิญาณแล้ว ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จจากพระนครไพศาลี มาประทับยังพระเวฬุวันวิหาร ณ พระนครราชคฤห์ มีเศรษฐีผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่ในพระนครราชคฤห์ ไปเล่นน้ำแล้วได้ไม้จันทร์แดงท่อนใหญ่มาท่อนหนึ่งมีค่ามาก ดำริว่า บัดนี้ มีมหาชนโจษจันกันทั่วไปว่า ผู้นั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้นี้เป็นพระอรหันต์ แม้สมณะก็มีหลายท่าน ที่ประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์ เราไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ใดเป็นพระอรหันต์ ที่เราควรจะเคารพนบไหว้ แล้วยอมตนเป็นสาวก บัดนี้ เห็นควรจะทดลองให้ปรากฏชัดแก่ตาของเราเอง จึงให้ช่างไม้กลึงไม้จันทร์แดงท่อนนั้นเป็นบาตร ให้เอาไม้ไผ่มาปักลงที่หน้าเรือน ต่อไม้ไผ่ให้สูงถึง ๑๕ วา แล้วให้เอาบาตรผูกแขวนไว้บนปลายไม้นั้น ให้ประกาศว่า ถ้าว่า พระอรหันต์มีอยู่ ขอเชิญให้ท่านผู้นั้นจงเหาะมาในอากาศ แล้วถือเอาบาตรไม้จันทร์แดงนี้ตามปรารถนา และข้าพเจ้าพร้อมด้วยบุตรภรรยาจะเคารพนบนอบยอมตนเป็นสาวก นับถือบูชาตลอดชีวิต หากภายใน ๗ วันนี้ ไม่มีผู้ใดที่ทรงคุณ เป็นพระอรหันต์ เหาะมาถือบาตรแล้ว เราจะถือว่า ในโลกนี้ ไม่มีพระอรหันต์ดังที่มหาชนกล่าวขวัญถึงเลยในเวลานั้น ได้มีบุคคลหลายคนที่แสดงตนว่า เป็นพระอรหันต์ ด้วยอุบายต่างๆ และจะขอรับบาตรไป บรรดาครูทั้ง 6 (เจ้าลัทธินอกพุทธศาสนา) ก็มีความต้องการบาตรนั้น จึงกล่าวขอบาตรนั้นจากท่านเศรษฐี ท่านเศรษฐีก็กล่าวว่า ถ้าต้องการได้บาตร ก็ให้เหาะขึ้นไปเอาเอง ฝ่ายนิครนถ์นาฏบุตร ออกอุบายให้ลูกศิษย์ ไปขอบาตรจากท่านเศรษฐี โดยให้พูดกับท่านเศรษฐีว่า บาตรนั้นสมควรแก่นิครนถ์นาฏบุตร ท่านเศรษฐี ควรถวายให้กับนิครนถ์นาฏบุตร อย่าให้ท่านนิครนถ์นาฏบุตร แสดงฤทธิ์อันเล็กน้อยเลย แต่เศรษฐีตอบว่า ถ้าประสงค์ก็จงเหาะขึ้นไปเอาเอง ฝ่ายนิครนถ์นาฏบุตรกลัวเสียหน้า จึงออกอุบายให้ลูกศิษย์ว่า นิครนถ์นาฏบุตรจะทำทีเหาะขึ้นไปเอาบาตร และให้ลูกศิษย์จับเอาไว้ และให้กล่าวว่า เรื่องอะไรที่จะแสดงฤทธิ์อันเล็กน้อยเพื่อบาตรนั้น ลูกศิษย์จึงทำตามที่ออกอุบายไว้ และสุดท้ายก็ขอบาตรเอาดื้อๆ แต่เศรษฐีก็ยังใจแข็งบอกว่า ถ้าจะเอาให้เหาะขึ้นไปเอาเอง นิครนถ์นาฏบุตรก็จำใจจากไป เป็นเวลาถึง 7 วันแล้ว ก็ไม่มีใครขึ้นไปเอาบาตรนั้นได้ ชาวเมืองที่ยังเป็นปุถุชนทั้งหลาย ต่างก็เข้าใจว่าไม่มีพระอรหันต์อยู่จริง จึงพูดต่อๆ กันไป

พระปิณโฑลภารทวาชะแสดงปาฏิหาริย์

พระปิณโฑลภารทวาชะแสดงปาฏิหาริย์ ในวันที่ ๗ ในกาลที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะและ  ท่านพระปิณโฑล-ภารทวาชได้ยิน พวกนักเลงคุยกันเรื่องของเศรษฐีหาผู้แสดงตนว่าเป็นพระอรหันต์ แต่ก็ไม่มี ว่าวันนี้พวกเรารู้ความที่พระอรหันต์ไม่มีในโลกแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ยินถ้อยคำนั้นแล้ว จึงกล่าวกะท่านพระปิณโฑลภารทวาชะว่า อาวุโส ภารทวาชะ ท่านได้ยินถ้อยคำของพวกนักเลงเหล่านั้นไหม พวกนักเลงเหล่านี้ พูดเป็นทีว่าจะย่ำยีพระพุทธศาสนา ก็ท่านมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก ท่านจงไปเถิด จงไปทางอากาศแล้วถือเอาบาตรนั้น ปิณโฑลภารทวาชะ อาวุโส โมคคัลลานะ ท่านเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาสาวกผู้มีฤทธิ์ ท่านจงถือเอาบาตรนั้น แต่เมื่อท่านไม่ถือเอา ผมจักถือเอา จะได้เปลื้องคำนินทาว่าร้ายนั้นเสีย แล้วพระปิณโฑลภารทวาชะ จึงทำอิทธิปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปในอากาศ กับทั้งแผ่นหินใหญ่ ซึ่งยืนเหยียบอยู่นั้นด้วย เลื่อนลอยไปดุจปุยนุ่นปลิวไปตามสายลม พระเถระเจ้าเหาะเวียนรอบพระนครราชคฤห์ ปรากฏแก่มหาชนทั่วไป ชนทั้งหลายพากันเอิกเกริกร้องชมปาฏิหาริย์เสียงลั่นสนั่นไป ครั้นพระมหาเถระเจ้าเหาะเวียนได้ ๗ รอบแล้ว ก็สลัดแผ่นหินที่เหยียบอยู่นั้น ให้ปลิวตกไปยังที่เดิม แล้วเหาะมาลอยอยู่เบื้องบนแห่งเรือนท่านเศรษฐีนั้น เมื่อท่านเศรษฐีได้เห็นเช่นนั้น ก็เกิดปีติเลื่อมใสสุดที่จะประมาณ ได้หมอบกราบจนอุระจรดถึงพื้น แล้วร้องอาราธนาพระเถระเจ้าให้ลงมาโปรด เมื่อพระปิณโฑลภารทวาชะเถระลงมานั่งบนอาสนะที่ท่านเศรษฐีได้จัดตกแต่งไว้เป็นอันดีแล้ว ท่านเศรษฐีก็ให้นำบาตรไม้จันทน์แดงนั้นลงมาบรรจุอาหารอันประณีตลงในบาตรนั้นจนเต็ม แล้วน้อมถวายพระเถระเจ้าด้วยคารวะอันสูง พระเถระเจ้ารับบาตรแล้ว ก็บ่ายหน้ากลับยังวิหาร หลังจากนั้นชาวเมืองต่างก็ติดตามพระปิณโฑลภารทวาชะเป็นกระบวนใหญ่ เพื่อให้ท่านแสดงฤทธิ์ให้ดูอีก พระปิณโฑลภารทวาชะด้วยความที่มีใจอนุเคราะห์ จึงแสดงให้ดูเล็กๆ น้อยๆ ไปพลาง และชาวเมืองติดตาม พระปิณโฑลภารทวาชะ จนถึงวิหารที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่

พระศาสดาทรงห้ามไม่ให้ภิกษุทำปาฏิหาริย์

พระศาสดาทรงห้ามไม่ให้ภิกษุทำปาฏิหาริย์ พอถึงหน้าวิหารพระบรมศาสดาได้ทรงสดับเสียงมหาชนอื้ออึงที่ติดตามพระปีณโฑภาระทวาชะมาเช่นนั้น จึงตรัสถามพระอานนท์ว่า นั่นเสียงใคร ทรงสดับว่า พระเจ้าข้าพระปิณโฑลภารทวาชะเหาะขึ้นไปในอากาศแล้ว ถือเอาบาตรไม้จันทน์ นั่นเสียงในสำนักของท่าน จึงรับสั่งให้เรียกพระปิณโฑลภารทวาชะมา ตรัสถามว่า ได้ยินว่า เธอทำอย่างนั้นจริงหรือ เมื่อท่านกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ภารทวาชะ ทำไมเธอจึงทำอย่างนั้นทรงติเตียนพระเถระ แล้วรับสั่งว่า อรหันต์หมายถึงผู้ที่ละซึ่งทุกสิ่งแล้ว เหตุอันใดต้องทำทำปาฏิหาริย์เล่า แล้วรับสั่งให้ทำลายบาตรนั้นให้เป็นชิ้นน้อยแล้วรับสั่งให้ประทานแก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อประโยชน์บดผสมยารักษาตา แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลาย ไม่ให้ทำปาฏิหาริย์อีกต่อไป

นิครนถ์นาฏบุตร อวดอ้าง ยกตนข่มพระสมณโคดม

นิครนถ์นาฏบุตร อวดอ้าง ยกตนข่มพระสมณโคดม ฝ่ายพวกเดียรถีย์ได้ยินว่า พระสมณโคดมให้ทำลายบาตรนั้นแล้ว ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อต้องการมิให้ทำปาฏิหาริย์ ก็พากันดีใจ คิดเห็นไปว่า ตนได้โอกาสจะยกตนแล้ว เพราะคิดว่าถึงอย่างไรพระสมณโคดมก็ไม่ทำปาฏิหาริย์อีกแล้ว จึงได้ทีท้าลองดี

นิครนถ์นาฏบุตรประกาศทำปาฏิหาริย์กับพระสมณโคดม

นิครนถ์นาฏบุตรประกาศทำปาฏิหาริย์กับพระสมณโคดม นิครนถ์นาฏบุตรเที่ยวประกาศในถนนในพระนครว่า สาวกทั้งหลายของพระสมณโคดม ไม่ก้าวล่วงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแม้เพราะเหตุแห่งชีวิตถึงพระสมณโคดมก็จักรักษาสิกขาบทที่ทรงบัญญัตินั้นเหมือนกัน บัดนี้พวกเรา ได้โอกาสแล้ว แล้วกล่าวว่า ตอนที่ให้เหาะไปเอาบาตรนั้น เราเองก็ไม่ต้องการแสดงปาติหารย์ฏเหมือนกับที่พระสมณโคดมทรงไม่ทำนั้นแหละ แต่เหล่าสาวกของพระสมณโคดมแสดงปาติหารย์แก่มหาชนเพราะเหตุแห่งบาตร พระสมณโคดมรับสั่งให้ทำลายบาตรนั้นแล้วทรงบัญญัติสิกขาบทแก่เหล่าสาวก เพราะพระองค์เป็นบัณฑิต บัดนี้ พวกเราจักทำปาฏิหาริย์กับพระสมณโคดมนั่นแล

พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเสด็จไปยังสำนักพระศาสดา

พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเสด็จไปยังสำนักพระศาสดา เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงสดับถ้อยคำว่าพระศาสดาทรงประสงค์จะทำปาฏิหาริย์แล้ว ก็เสด็จไปยังสำนักพระศาสดา กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ได้ทราบว่าพระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่เหล่าสาวก เพื่อต้องการไม่ให้ทำปาฏิหาริย์เสียแล้วหรือ
พระศาสดา - ขอถวายพระพร มหาบพิตร
พระเจ้าอชาตศัตรู - กราบทูลถามว่า บัดนี้ พวกเดียรถีย์พากันกล่าวว่า จักทำปาฏิหาริย์กับด้วยพระองค์ บัดนี้ พระองค์จักทรงทำอย่างไร

พระศาสดา ทรงตรัสตอบ พระเจ้าอชาตศัตรู

พระศาสดา ทรงตรัสตอบ พระเจ้าอชาตศัตรู พระศาสดา - กล่าวตอบว่า เมื่อเดียรถีย์เหล่านั้นกระทำ อาตมภาพก็จักกระทำ มหาบพิตร
พระเจ้าอชาตศัตรู - พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้เเล้วมิใช่หรือ
พระศาสดา - มหาบพิตร อาตมภาพมิได้บัญญัติสิกขาบทเพื่อตน สิกขาบทนั้นนั่นแล อาตมภาพบัญญัติไว้เพื่อสาวกทั้งหลาย
พระเจ้าอชาตศัตรู - สิกขาบท เป็นอันชื่อว่าอันพระองค์ทรงบัญญัติในสาวกทั้งหลายอื่น เว้นพระองค์เสียหรือพระเจ้าข้า
พระศาสดา - มหาบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักย้อนถามพระองค์นั่นแหละมหาบพิตร ถ้าว่ามหาชนพึงบริโภคผลไม้ เป็นต้นว่าผลมะม่วงในพระอุทยานของพระองค์ พระองค์พึงทรงทำอย่างไร แก่เขา
พระเจ้าอชาตศัตรู - พึงลงอาญา พระเจ้าข้า
พระศาสดา - แล้วพระองค์เองเสวยได้หรือ
พระเจ้าอชาตศัตรู - อาญาไม่มีแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมเสวยของๆ ตนได้ พระเจ้าข้า
พระศาสดา - มหาบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพก็เหมือนพระองค์นั่นแหละ ขึ้นชื่อว่าการก้าวล่วงบัญญัติ คือ สิกขาบท ย่อมไม่มีแก่ตนแต่ย่อมมีแก่สาวกเหล่าอื่น อาตมภาพจึงจักทำยมกปาฏิหาริย์เยี่ยงอย่างพุทธประเพณีสืบมา เช่นเดียวกับพระศาสดาองค์ก่อนมา
พระเจ้าอชาตศัตรูทูลถามพระศาสดาว่า เมื่อไร พระองค์จักทรงทำปาฏิหาริย์ พระเจ้าข้า
พระศาสดา - มหาบพิตร โดยล่วงไปอีก ๔ เดือน ต่อจากนี้ไปวันเพ็ญเดือน ๘
พระเจ้าอชาตศัตรู- พระองค์จักทรงทำที่ไหน พระเจ้าข้า
พระศาสดา - อาตมภาพจักอาศัยเมืองสาวัตถีทำ มหาบพิตร มีคำถามสอดเข้ามาว่า ก็ทำไม พระศาสดาจึงอ้างที่ไกลอย่างนี้
พระศาสดา - เพราะที่นั้นเป็นสถานที่ทำมหาปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์

เดียรถีย์เตรียมทำปาฏิหารย์แข่ง

เดียรถีย์เตรียมทำปาฏิหารย์แข่ง ส่วนพระบรมศาสดาเสด็จกลับจากบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์แล้ว ก็เสด็จพระพุทธดำเดินไปพระนครสาวัตถี โดยลำดับแห่งมรรคา ด้วยความสบายไม่รีบร้อน ประทับพักแรมตามระยะทาง แม้เหล่าเดียรถีย์ทั้งหลายก็พากันติดตามพระบรมศาสดาจนถึงพระนครสาวัตถี ครั้นถึงพระนครสาวัตถีแล้ว เหล่าเดียรถีย์ได้จัดสร้างมณฑป ประกาศแก่ชาวเมืองว่า จะทำปาฏิหาริย์ที่มณฑปนั้น พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ทรงทราบข่าวว่า พระบรมศาสดา เสด็จมาประทับยังพระเชตวันวิหารแล้ว จึงเสด็จออกมาเฝ้าก็ทูลถามว่า จะให้สร้างพระมณฑปหรือไม่พระเจ้าข้า พระบรมศาสดาก็ทรงห้าม พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทูลถามว่า พระองค์จะทรงทำปาฏิหาริย์ ณ สถานที่ใด พระบรมศาสดาตรัสว่า ตถาคตจะทำปาฏิหาริย์ ณ ที่ใกล้ร่มไม้คัณฑามพพฤกษ์ (ไม้มะม่วง)พวกเดียรถีย์ ได้ข่าวว่า พระสมณโคดมจักทำปาฏิหาริย์ ที่โคนไม้มะม่วง ที่นครสาวัตถี จึงบอกพวกอุปัฏฐากของตน ให้ตามไปด้วยกันเพื่อถอนต้นมะม่วงเล็กๆ แล้วให้ทิ้งไปในป่า เพื่อมิให้พระสมณโคดมนั้นหาต้นมะม่วงทำปาฏิหาริย์ได้

คัณฑะถวายผลมะม่วงแด่พระศาสดา

คัณฑะถวายผลมะม่วงแด่พระศาสดา ในวันเพ็ญเดือน ๘ พระศาสดาเสด็จเข้าไปบิณฑบาตรภายในพระนครสาวัตถี ผู้รักษาสวนของพระราชา ชื่อคัณฑะ เห็นมะม่วงสุกผลใหญ่ผลหนึ่ง จึงน้อมถวายผลมะม่วงนั้นแด่พระศาสดา จึงเป็นเหตุให้พระสมณโคดมทำปาฏิหาริย์ได้

พระศาสดา ทรงน้อมบาตรเข้าไปรับมะม่วง

พระศาสดา ทรงน้อมบาตรเข้าไปรับมะม่วง พระศาสดาทอดพระเนตรดูพระอานนท์เถระแล้วลำดับนั้นพระเถระนำบาตรที่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถวายออกมาแล้ว วางที่พระหัตถ์ของพระองค์ พระศาสดา ทรงน้อมบาตรเข้าไปรับมะม่วงแล้ว พระเถระกรองน้ำดื่ม แล้วขยำมะม่วงสุกผลนั้น ได้ทำให้เป็นน้ำปานะถวายพระศาสดาเสวยน้ำปานะผลมะม่วงแล้วตรัสกะนายคัณฑะว่า เธอจงคุ้ยดินร่วนขึ้นแล้ว ปลูกเมล็ดมะม่วงนี้ในที่นี้นี่แหละ นายคัณฑะจึงปลูกเมล็ดมะม่วงนั้น

ประวัติคัณฑามพพฤกษ์ ต้นมะม่วง

ประวัติคัณฑามพพฤกษ์ ต้นมะม่วง พระศาสดาทรงล้างพระหัตถ์บนเมล็ดมะม่วงนั้น พอเมื่อพระหัตถ์อันพระองค์ทรงล้างแล้วเท่านั้น ต้นมะม่วงงอกขึ้นมีลำต้นสูงประมาณ ๕๐ ศอก กิ่งใหญ่ ๕ กิ่งใน ๔ ทิศ ๆ ละกิ่ง ต้นมะม่วงนั้นสมบูรณ์ด้วยช่อและผล และเป็นมะม่วงสุกในทันที ในขณะนั้นนั่นเอง พวกภิกษุผู้มาฉันผลมะม่วงสุกเหมือนกัน พระราชาทรงพระดำรัสว่า ใคร ๆ อย่าตัดต้นมะม่วงนั้นและให้ชื่อว่า คัณฑามพพฤกษ์ เพราะนายคัณฑะเป็นผู้ปลูกไว้ แล้วพวกนักเลงเคี้ยวกินผลมะม่วงสุกแล้วพูดว่า เจ้าพวกเดียรถีย์ถ่อยเว้ย พวกเจ้ารู้ว่า พระสมณโคดมจักทรงทำปาฏิหาริย์ที่โคนต้นคัณฑามพพฤกษ์ จึงสั่งให้ถอนต้นมะม่วงเล็ก ๆ ทิ้งเสียนี่เอง แล้วบางคนที่คนองกาย ก็เอาเมล็ดมะม่วงขว้างเดียรถีย์ เย้ยหยันให้ได้อาย ท้าวสักกะอมรินทรา ธิราชได้บันดาลให้เกิดพายุใหญ่พัดเป็นธุลีรอบบริเวณนั้น พัดมณฑปของเดียรถีย์ทำลายลงสิ้น ทั้งบันดาลให้ฝนลูกเห็บใหญ่ตกถูกเดียรถีย์ทั้งหลาย ไม่สามารถจะทนทานอยู่ได้ ต้องพากันหนีไปจากที่นั้นสิ้น ปูรณกัสสปหัวหน้าเดียรถีย์ทั้งหลาย ได้รับความอับอาย น้อยใจเป็นที่สุด ได้ใช้เชือกผูกหม้อข้าวยาคูพันเข้ากับคอของตนแล้วกระโดดลงแม่น้ำ ทำลายชีวิตตนเองเสีย

ทรงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เพื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์

ทรงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เพื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์ พระบรมศาสดาก็ทรงเข้าจตุตถฌานอันเป็นที่ตั้งแห่งอภิญญา ทรงทำปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปในอากาศ เสด็จดำเนินไปมา ณ พื้นรัตนจงกรม แล้วทรงนิรมิตพระพุทธนิรมิตเหมือนพระองค์ขึ้นองค์หนึ่ง แสดงอิริยาบถให้ปรากฏสลับกับพระองค์ คือพระองค์เสด็จประทับยืน พระพุทธนิรมิตเสด็จนั่ง พระองค์ประทับนั่ง พระพุทธนิมิตประทับยืน ทุก ๆ อิริยาบถสลับกันเป็นที่มาปางต่างๆของพระพุทธรูปนั่นเอง ในที่สุดทรงทำปาฏิหาริย์ให้เกิดท่อน้ำ ท่อไฟ พวยพุ่งออกจากพระกายเป็นคู่ ๆ รอบ ๆ พระกาย เป็นสาย ๆ ไม่ระคนกันสว่างงามจับท้องฟ้านภากาศ เป็นมหาอัศจรรย์ยิ่งนัก

ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัท

ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัท ครั้งนั้น เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ประชุมกันชมพระพุทธปาฏิหาริย์มากมายสุดที่จะคณนา พระบรมศาสดาทรงทำปาฏิหาริย์แล้ว ก็ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัทที่สันนิบาตประชุมกันอยู่ในที่นั้น ในเวลาจบพระธรรมเทศนา พุทธบริษัททั้งเทพดาและมนุษย์ ได้บรรลุอริยมรรคอริยผล เป็นอันมาก

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ภายหลังทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์เสร็จสิ้น พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธดำริถึงจารีตธรรมเนียมของบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อนว่า เมื่อทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์แล้ว เสด็จทรงจำพรรษา ณ ที่ใด ก็ทรงทราบได้ด้วยพุทธญาณว่า ทรงจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปฐมสมโพธิลำดับการเสด็จจำพรรษาของพระพุทธเจ้าไว้ว่า ในพรรษาที่ ๗ (นับแต่ตรัสรู้เป็นต้นมา) ได้เสด็จจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหตุที่พระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็เพราะทรงต้องการจะแสดงธรรมโปรดพุทธมารดา คือ พระนางสิริมหามายา ซึ่งเมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว เสด็จบังเกิดที่สวรรค์ชั้นดุสิต พระพุทธเจ้าเสด็จประทับจำพรรษา ที่โคนต้นปาริฉัตร ต้นไม้สวรรค์ มีผู้แปลกันว่า ได้แก่ ต้นทองหลาง ผิดถูกอย่างไรไม่ทราบ ภายใต้ต้นไม้สวรรค์นี้มีแท่นแผ่นหิน ปูลาดดั้วยผ้ากัมพลสีแดง เรียกว่า บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ พระอินทร์จอมเทพได้ทรงทราบว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงจำพรรษาที่นี้ ก็ทรงป่าวประกาศหมู่เทพยดาในสรวงสวรรค์ให้มาร่วมชุมนุม เพื่อฟังธรรมพระพุทธเจ้า ปฐมสมโพธิว่า เสียงป่าวประกาศของพระอินทร์นั้น ดังปกแผ่ทั่วไปในสกลเทพยธานีทั้งหมื่นโยชน์ เทพเจ้าทั้งปวงได้สดับ ก็บังเกิดโสมนัสพิศวง ต่างองค์ร้องเรียกซึ่งกันและกัน ต่อ ๆ กันไป จนถึงหมื่นจักรวาล แม้พระนางสิริมหามายาพุทธมารดา ซึ่งทรงอยู่ในเพศเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิต ก็ได้เสด็จมาฟังธรรมพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดาตลอดพรรษา พุทธมารดาได้สดับแล้ว ทรงบรรลุโสดาปัตติผลในที่สุด ส่วนเทพนอกนั้นอีกจำนวนมาก ได้บรรลุมรรคผลตามสมควรแก่อุปนิสัยแห่งตน

พุทธบริษัทมาขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์

พุทธบริษัทมาขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ กาลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์แล้ว เสด็จขึ้นไปจำพรรษา ณ เทวโลกดาวดึงส์สถานโดยฉับพลัน ครั้งนั้น มหาชนที่มาประชุมกันชมปาฏิหาริย์กำลังมีความเบิกบานเลื่อมใส ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จไปโดยฉับพลันเช่นนั้น ย่อมเป็นเหมือนดังดวงพระอาทิตย์หรือดวงจันทร์หลบหายเข้าไปในผืนแผ่นเมฆอันหนาแน่น มัวมืดลงในทันทีทันใดนั้น ชนทั้งหลายก็เศร้าโศกปริเทวนาการ เป็นเวลานาน พากันเข้าไปถามพระมหาโมคคัลลานะเถระและพระอนุรุทธเถระว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จไปอยู่ที่ใด พระเถระเจ้าจึงบอกว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ในดาวดึงส์เทวโลก เพื่อตรัสพระธรรมเทศนา อภิธรรม ๗ คัมภีร์ โปรดพระพุทธมารดา แล้วมหาชนก็ถามอีกว่า เมื่อใดเล่าพระองค์จึงเสด็จลงมา ดูก่อนท่านทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้า จะต้องแสดงธรรมแก่ทวยเทพดา ในดาวดึงส์เทวโลก ถึง ๓ เดือน ต่อเมื่อถึงวันมหาปวารณาจึงเสด็จลงมาสู่มนุษย์โลก ชนทั้งหลายจึงกล่าวแก่พระมหาโมคคัลลานะเถระว่า ถ้าพวกข้าพเจ้ามิได้เห็นองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จะไม่ไปจากที่นี่ แล้วก็พากันตั้งจิตอธิษฐานปาฏิหาริย์อุโบสถ ตลอดไตรมาสเสมอกัน

พระมหาโมคคัลลานะเถระทูลถามพระบรมศาสดา

พระมหาโมคคัลลานะเถระทูลถามพระบรมศาสดา แล้วพระมหาโมคคัลลานะเถระจึงสำแดงปาฏิหาริย์ขึ้นบนเทวโลก เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทูลถามว่า บัดนี้ บริษัททั้งหลายใคร่จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า หากไม่ได้เห็นแล้ว ก็จะไม่ไปจากที่นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลใดพระเจ้าข้า พระองค์จะเสด็จลงสู่มนุษย์โลก และจะเสด็จลงที่สถานที่ใด พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า โมคคัลลานะ เวลานี้พระสารีบุตรพี่ชายของท่านอยู่ ณ ที่ใดเล่า ท่านจำพรรษาอยู่ที่เมืองสังกัสสะนคร พระเจ้าข้า โมคคัลละนะ ถ้าเช่นนั้น ตถาคตจะลง ณ ที่ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะนคร ในวันมหาปวารณา นับแต่นี้ไปอีก ๗ วัน โมคคัลลานะ ถ้าชนทั้งหลายใคร่จะเห็นตถาคต ก็จงไปสู่ที่นั้นในเวลานั้นเถิด พระมหาโมคคัลลานะเถระรับพระพุทธบัญชาแล้ว ก็ลงมาแจ้งข้อความนั้นแก่ชนทั้งหลาย พุทธบริษัททั้งหลาย ต่างยินดีปรีดากันใหญ่ เตรียมทำภัตราหาร เพื่อใส่บาตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์

พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ ครั้นถึงวันปุรณมี แห่งอัสสยุชมาส เพ็ญเดือน ๑๑ พระบรมศาสดาทรงปวารณาพระวัสสาแล้วจึงตรัสบอกแก่ท้าวสักกะเทวราชว่า ตถาคตจะลงไปสู่มนุษย์โลกในวันนี้ ท้าวโกสีย์จึงนิรมิตรบันไดทิพย์ ๓ บันได ลงจากเทวโลก คือบันไดทองอยู่เบื้องขวา บันไดเงินอยู่เบื้องซ้าย บันไดแก้วอยู่ตรงกลาง เชิงบันใดทั้ง ๓ นั้น ประดิษฐานอยู่ภาคพื้นปฐพีที่ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะนคร ศีรษะบันใดเบื้องบนจรดยอดภูเขาสิเนรุราช ซึ่งวัดสังกัสรัตนคีรี ที่เมืองอุทัยธานีนี้ มีสถานที่คล้ายกับในสมัยพุทธกาลมากที่สุดในประเทศไทย เพราะมีบันไดลงจากพระมณฑปอยู่ยอดเขาลงมาถึงพื้นล่าง เปรีบยได้ดั่งบันที่จากยอดภูเขาสิเนรุราชสู่พื้นโลกมนุษย์

เหล่าเทวดา นางฟ้า และพรหมทั้งหลายตามมาส่งเสด็จพระผู้มีพระภาค

เหล่าเทวดา นางฟ้า และพรหมทั้งหลายตามมาส่งเสด็จพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคเสด็จลงบันไดแก้ว บันไดทองเป็นที่เทวดาและนางฟ้าทั้งหลายตามลงมาส่งเสด็จ ส่วนบันไดเงินเป็นที่พรหมทั้งหลายตามลงมาส่งเสด็จ ขณะนั้นเทพดาและพรหมทั้งหลายได้มาประชุมพร้อมกันบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าเต็มทั่วจักรวาล

เทพดาในหมื่นจักวาฬได้มาประชุมกันในจักวาลนี้ ฝ่ายมหาชนก็พากัน

เทพดาในหมื่นจักวาฬได้มาประชุมกันในจักวาลนี้ ฝ่ายมหาชนก็พากัน ฝ่ายมหาชนทั้งหลาย ที่ตั้งใจคอยเฝ้าพระบรมศาสดาเสด็จลงจากดาวดึงส์ ในบริเวณสถาน ที่ร่มไม้คัณฑามพพฤกษ์ทั้งหมด เมื่อได้ทราบข่าวจากพระมหาโมคคัลลานะเถระก็พากันดีใจ พร้อมกันออกเดินทางมาจนถึงเมืองสังกัสสะนคร ไปประชุมกันอยู่ในที่ใกล้ประตูเมือง แม้บรรดาชาวเมืองสังกัสสะนครก็พากันประชุมกันอยู่อย่างคับคั่ง ตลอดพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย อันมีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน ก็สันนิบาตประชุมกันต้อนรับพระบรมศาสดาอยู่ ณ ที่นั้นอย่างพร้อมเพรียง เมื่อพระบรมศาสดาทรงเสด็จถึงเชิงบันได มหาชนทั้งหลายได้พากันแซ่ซ้องสาธุการเสียงสนั่นหวั่นไหว ด้วยความงามจับอกจับใจอย่างที่ไม่เคยคิดเห็นมาแต่ก่อน แม้แต่พระสารีบุตรพุทธสาวก ก็ยังได้กล่าวคาถาสรรเสริญด้วยความยินดียิ่งว่า น เม ทิฏ.โฐ อิโต ปุพ.เพ เป็นอาทิ ความว่า ข้าพระองค์ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ยินมาแต่ก่อนเลย พระบรมศาสดาซึ่งงดงามด้วยสิริโสภาคยิ่งกว่าเทพเจ้าทั้งมวล มีพระสุรเสียงอันไพเราะอย่างนี้ เสด็จลงมาจากสวรรค์ พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงธรรมโปรดพุทธบริษัท ผู้กำลังมีโสมนัสพึงตาพึงใจ พระรูปพระโฉมอยู่ในท่ามกลางเทพดาและพรหมเป็นอันมาก ในเวลาจบพระธรรมเทศนาพุทธบริษัทได้บรรลุอริยมรรคอริยผล ตั้งแต่เบื้องบนจนเบื้องปลาย คือพระอรหัตผลเป็นอันมาก

โลกวิวรณะปาฏิหาริย์

โลกวิวรณะปาฏิหาริย์ ในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์นั้น พระองค์ได้แสดงปาฏิหาริย์อีกครั้งหนึ่ง คือ ทรงเปิดโลกทั้งสาม พร้อมกับเปล่งรังสีรัศมี ๖ ประการ เป็นมหาอัศจรรย์ ขณะที่พระองค์ประทับยืนอยู่ที่บันไดแก้ว ทรงทอดพระเนตรไปทางทิศเบื้องบน เทวโลก และ พรหมโลก ก็เปิดมองเห็นโล่ง เมื่อทรงทอดพระเนตรไปในทิศเบื้องต่ำ นิรยโลกทั้งหลายก็เปิดโล่ง โลกที่ทรงเปิดในเหตุการณ์คราวนี้มี ๓ โลก คือ เทวโลก มนุษยโลก และ ยมโลก เทวโลก หมายถึง ตั้งแต่พรหมโลกลงมาจนถึงสวรรค์ทุกชั้น มนุษย์โลก ก็คือ โลกมนุษย์ และ ยมโลก ซึ่งอยู่ทางเบื้องต่ำ คือ นรกทุกขุม จนกระทั่งถึง อเวจีมหานรก ผู้อาศัยอยู่ในสามโลกต่างมองเห็นกัน มนุษย์ก็เห็นเทวดา เทวดาก็เห็นมนุษย์ มนุษย์และเทวดาเห็นสัตว์นรก สัตว์นรกเห็นเทวดาและมนุษย์ แล้วต่างเหลียวมองดูพระพุทธเจ้าผู้เสด็จลงจากสวรรค์ ด้วยพระเกียรติอันยิ่งใหญ่ วันนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม มีคนมาฟังธรรมกันมากที่สุด คนมองเห็นบาปบุญคุณโทษ ผลบาป คือ ความทุกข์ ได้แก่ นรก ผลบุญ คือ ความสุข ได้แก่ สวรรค์ และความมีศีลธรรมทำให้คนเป็นคนที่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ประชาชนจำนวนมากต่างพร้อมใจมาเฝ้ารับเสด็จและนำภัตตาหารมาถวายแด่พระพุทธเจ้า แต่ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จนั้นมีจำนวนมาก บางพวกที่อยู่ห่างไม่สามารถใส่อาหารลงในบาตรได้ จึงนำข้าวสาลีมาปั้นเป็นก้อน ๆ แล้วโยนใส่บาตร จนกระทั่งเป็นประเพณีนิยมมาจนถึงปัจจุบันที่ต้องทำข้าวต้มลูกโยนใส่บาตร และเรียกวันนี้ว่า วันเทโวโรหนะ หมายถึง วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากเทวโลกมาสู่มนุษยโลกนั่นเอง จบการแสดง

แขกผู้มีเกียรติร่วมกันจุดโคม

แขกผู้มีเกียรติร่วมกันจุดโคม เพื่อเป็นการสักการะบูชาองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงจัดให้ปล่อยโคม อย่างพร้อมเพรียงกัน

โคมลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

โคมลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า โคมส่วนใหญ่ก็ลอยขึ้น แต่มีอยู่หลายดวงที่ไหม้ไปเสียก่อน เพราะลมแรงมาก ไม่เอื้ออำนวยในการถือให้โคมพยุงตัวได้เอง แต่ก็ไม่มีใครได้รับอันตราย ต่างก็สนุกสนานตื่นเต้นกัน เพราะบางคนก็ไม่เคยปล่อยโคมมาก่อน

บันไดที่ทอดยาวขึ้นไปสู่มณฑปที่ยอดเขา

บันไดที่ทอดยาวขึ้นไปสู่มณฑปที่ยอดเขา ผู้ชมบางคนก็เข้าไปร่วมถ่ายภาพกับนักแสดงเพื่อเป็นระลึกก่อนกลับ บางคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านและที่พัก เพื่อเตรียมตัวที่จะมาตักบาตรในวันรุ่งขึ้น เพราะว่าบางคนต้องมาจองที่กันตั้งแต่ตีห้า เพื่อที่จะได้อยู่ต้นแถว

วิหารประดิษฐานพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์

วิหารประดิษฐานพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ วิหารประดับไฟสวยงาม นักท่องเที่ยวต่างขึ้นไปกราบสักการะ ขอพรพระพุทธมงคลศักดิ์สิทธิ์ก่อนเดินทางกลับอย่างไม่ขาดสาย แหม!กระผมก็รอถ่ายภาพนี้อยู่นานพอสมควรเลยครับ

advertize




ความคิดเห็นบนเฟสบุค





ปฏิทินท่องเที่ยว

 
มิถุนายน
 
อา
พฤ
-
-
-
-
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
-

กิจกรรมในอุทัยธานี

ไม่มีกิจกรรมในอุทัยธานี
ดูทั้งหมด